กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
1
สาระความรู้ทั่วไป / นายกไฟเขียวแจกเงิน 3 พัน
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กหลังสวน เมื่อ กันยายน 17, 2020, 12:29:04 PM »
บิ๊กตู่ไฟเขียวแจกเงิน 3 พันบาท ให้ 10 ล้านคน ซื้อของกินของใช้ร้านค้ารายย่อย ปิดทางร้านเซเว่น
นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประะชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด (ศบศ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบหลักการโครงการคนละครึ่ง ที่เสนอโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยกระทรวงการคลัง

สาระสำคัญของโครงการคนละครึ่ง มีกลุ่มเป้าหมาย 10 ล้านคน เปิดลงทะเบียนต้นเดือน ต.ค. 2563 ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่าน WWW.คนละครึ่ง.com เริ่มใช้จ่ายปลายเดือน ต.ค. วันละไม่เกิน 100 บาท รวมตลอดอายุโครงการไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน เป็นการร่วมจ่ายที่รัฐจ่ายให้ครึ่งหนึ่งผู้ซื้่อต้องจ่ายครึ่งหนึ่ง โดยสามารถใช้จ่ายได้ถึงสิ้นเดือน ธ.ค. 2563 นี้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังเสนอให้เพิ่มเงินซื้อของกินของใช้ของผู้มีบัตรสวัสดิการ 14 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 200-300 บาท เป็นคนละ 700-800 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค. 2563 เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น

"การลดแจก 3 พันบาท จาก 15 คน เหลือ 10 ล้านคน เพราะมีการแจกเงินให้บัตรสวัสดิการเพิ่มอีก 14 ล้านคน เป็นกลุ่มคนที่ช่วยเหลือ 24 ล้านคน จะใช้เงินในโครงการนี้ 5.1 หมื่นล้านบาท และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในสัปดาห์หน้า " นายอนุชา กล่าว

สำหรับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการได้รับการช่วยเหลือจะไม่สามารถลงทะเบียนรับเงิน 3,000 บาท ได้ เนื่องจากได้รับการช่วยเหลือแล้ว

posttoday.com/finance-stock/news/633139
2
GC จับมือ ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง ผลักดันผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก จ.นครปฐม และ จ.ระยอง พัฒนาผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก สนองนโยบายของภาครัฐ

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน) หรือ GC จับมือกับพันธมิตร และปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง แถลงความร่วมมือ “โครงการ Rayong Organic Living” โดยใช้องค์ความรู้ ผสมผสานภูมิปัญญาไทยแบบดั้งเดิม รวมไปถึงการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทย ภายใต้แนวคิด Organic และ Circular Living

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า จังหวัดนครปฐมสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของเกษตรกร มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ให้เกิดความสุข มีความมั่นคง มั่งคั่ง พัฒนาเป็นสังคมเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน

“เรามีสามพรานโมเดลเป็นต้นแบบความสำเร็จ ในการสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในจังหวัดนครปฐม ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงตั้งแต่การผลิต เพาะปลูกวัตถุดิบด้วยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่ดี ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ทีได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล จึงเป็นที่น่ายินดีที่ภาคเอกชน จังหวัดนครปฐม และจังหวัดระยอง จับมือเป็นพันธมิตรในการพัฒนาและขยายผล สนองนโยบายของภาครัฐ และหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ของการขยายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของทั้ง 2 จังหวัด ให้ขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ต่อไปในอนาคต”

นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยองเป็นจังหวัดที่มีภูมิประเทศอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งพืชพันธุ์สมุนไพรพื้นถิ่นที่สำคัญหลากหลายชนิด นอกจากนี้ ยังมีชายหาดที่สวยงาม ผลไม้ที่มีชื่อเสียง สามารถนำมาต่อยอด พัฒนาการแปรรูปจากเกษตรอินทรีย์สู่อุตสาหกรรม

“ความร่วมมือของหลายภาคส่วนครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสนองนโยบายของภาครัฐ และยังจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาวิถีเกษตรอินทรีย์ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต”

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอลจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัท เห็นความสำคัญของการส่งเสริมอาชีพ และสนับสนุนการใช้ชีวิตแบบยั่งยืนให้แก่ชุมชนในพื้นที่จังหวัดระยองมาโดยตลอด เพราะจังหวัดระยองเปรียบเสมือนบ้านอีกหลังหนึ่งของเรา

“GC เล็งเห็นความสำคัญของเขาห้วยมะหาดซึ่งเป็นพื้นป่าต้นน้ำที่สามารถดำเนินการเพาะปลูกตามหลักเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน จึงได้เข้าไปร่วมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรอินทรีย์กลุ่มหอมมะหาด เพื่อปลูกพืชพื้นถิ่นระยอง และจะนำผลผลิตนั้น มาใช้ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ Luffala ด้วยการแปรรูปวัตถุดิบโดยวิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลาชุมชนหนองแฟบ จังหวัดระยอง ซึ่งได้ให้การสนับสนุนและยกระดับผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของลุฟฟาลาสู่มาตรฐานระดับสากล มากว่า 10 ปี”

ด้วยความร่วมมือจากปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่งในครั้งนี้จะช่วยให้การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไทยออร์แกนิกที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สนใจวิถีอินทรีย์ นอกจากนี้ GC ยังได้วางแผนการตลาดพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ด้วยการสนับสนุนทีมงาน นักวิจัย องค์ความรู้ นวัตกรรมร่วมกับปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่งโดยรายได้ 10% จากการจำหน่ายมอบกลับคืนให้ชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนอยู่ได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทาง GC Circular Living และสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายอนัฆ นวราช ผู้อำนวยการปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง กล่าวว่า ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง มีการนำร่องและมีรากฐานการผลิตด้วยวัตถุดิบอินทรีย์พื้นถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ไทย ผสมผสานภูมิปัญญาไทยแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมีสามพรานโมเดล เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เป็นต้นแบบในการทำโครงการ

“ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่งจะเข้ามาให้ความรู้ในด้านการทำเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรกลุ่มหอมมะหาด รวมถึงแนะนำองค์ความรู้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์แก่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลา และจะนำวัตถุดิบอินทรีย์ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มลุฟฟาลาได้แปรรูปขั้นต้น มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 4 ชนิด ได้แก่ แชมพู สบู่เหลว ครีมบำรุงผิว และสบู่ล้างมือ และสนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกสู่ตลาดและผู้บริโภคตามช่องทางการขายที่มีอยู่ โดยจะสนับสนุนและขับเคลื่อนแนวคิด Organic Living และ Circular Living ต่อไป”

ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ชนิดจาก “โครงการ Rayong Organic Living” จะจัดวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป

prachachat.net/csr-hr/news-522237
3
“รมว.เกษตร” ลั่นน้ำน้อย งดปลูกข้าวรอบหน้า เผยน่าตกใจน้ำต้นทุนน้อยกว่าปีก่อน 8 พันล้านลบ.ม.

วันที่ 16 ก.ย. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยระหว่างเป็นประธานการประชุมติดตามแนวโน้มสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำ ปี 2563/64 ว่า จากปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2562 และเกิดฝนทิ้งช่วงในปี 2563 ส่งผลให้1 พ.ค.-15ก.ย.2563 มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 8,000 ล้านลบ.ม.

หลังจากนี้จะประชุมร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน และเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที ส่วนความกังวลเรื่องน้ำอุปโภคบริโภคยืนยันว่าตลอดปีนี้มีเพียงพอต่อความต้องการแน่นอน

ทั้งนี้ กรมชลประทานต้องจัดลำดับความสำคัญ หากฝนตกแล้วน้ำไม่ลงเขื่อน น้ำต้นทุนน้อย เป็นไปได้ลำบากที่ฤดูกาลผลิต 2563/64 จะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับปลูกข้าว ให้ร่วมหารือกับกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่นๆเพื่อวางแผนการเพาะปลูกพืชน้ำน้อยแทนการปลูกข้าว แต่น้ำกินน้ำใช้ต้องเพียงพอ

อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำ 36,764 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ของความจุอ่างคิดเป็นน้ำใช้การได้ 12,946 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,152 ล้าน ลบ.ม หรือ 41% ของความจุอ่าง


วันนี้ต้องเปลี่ยนแนวคิด แทนที่จะไปสร้างหรือขยายแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าพื้นที่นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่จากสถิติสามารถกำหนดได้ว่าพื้นที่ไหนที่มีปริมาณฝนตกมาก ซึ่งแนวคิดใหม่ต้องไปหาว่าพื้นที่ที่เหมาะสมเหล่านั้นอยู่ตรงไหน เพื่อนำมาสร้างเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำต่อไป
หน่วยงานในแต่ละพื้นที่ต้องช่วยกัน จะสร้างเป็นแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ก็ได้ และต้องนำระบบท่อเข้ามาใช้เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมองว่าระบบท่อเป็นวิธีที่ทำให้สูญเสียน้ำน้อย และเป็นการใช้น้ำอย่างมีคุณค่าที่สุด

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ มีปริมาณรวมกันประมาณ 36,764 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 48% ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 12,946 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,152 ล้าน ลบ.ม หรือคิดเป็น 41% ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 3,456 ล้าน ลบ.ม.

ด้านผลการจัดสรรน้ำฤดูฝนทั้งประเทศ ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้ว 10,363 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการใช้น้ำไปแล้ว 3,339 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 103% ของแผนฯ ภาพรวมสถานการณ์น้ำทั้งประเทศ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า หากให้ประเมินสถานการณ์ฝน เหลือระยะเวลาจากนี้ถึง ต.ค.นี้เท่านั้น ที่จะมีฝนตก แต่หากฝนตกกระจายก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มปีการผลิต 2563/64 อาจไม่สามารถปลูกข้าว ทำนาได้ เท่ากับแผนปี 2562/63

สำหรับแผนการเพาะปลูกข้าวปี 2562/63 วางแผนการเพาะปลูกข้าว 16.79 ล้านไร่ แต่ด้วยฝนทิ้งช่วง ไม่มีน้ำ ทำให้ชาวนาทำนาได้เพียง 12.61 ล้านไร่ หรือปลูกข้าวได้เพียง 81% ของแผน ดังนั้นปีนี้ฝนตกต้ำไม่ลงเขื่อน ปีการผลิต 2563/64 กระทรวงเกษตรต้องเร่งวางแผน สำหรับการเพาะปลูกพืชน้ำน้อย
ส่วนเกษตรกร ที่ไม่ได้เพาะปลูก หรือทำการเกษตร จะเร่งดำเนินการ ทำแผนจ้างงานเพิ่ม เพื่อรองรับเกษตรกรอาจตกงาน เพราะฝนตกน้อย แล้งติดต่อกันมา 2 ปี หากประเมินผลการใช้น้ำ ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่กรมชลประทานต้องบริหารจัดการให้ถึงพ.ค.2564 การจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภค บริโภคจึงเป็นความสำคัญอันดับแรก

khaosod.co.th/economics/news_4921737
4
เกษตรกรโวย กลูโฟซิเนต ทำพิษ พืชปลูกเสียหาย เหตุเร่งรีบแบนพาราควอต สภาอุตฯ ยัน สุริยะ ทบทวน ยกเลิกแบนพาราควอต

สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มเกษตรกร 7 พืชเศรษฐกิจ ได้รับผลกระทบจากการใช้  กลูโฟซิเนต จากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ฉีดพ่นหญ้าแต่พืชปลูกตายเรียบ เหตุพิษดูดซึม ด้านสภาอุตสาหกรรม เห็นผลกระทบการแบนสามสารเคมีรอบด้าน เคยยื่นหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรมร้อง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยกเลิกการแบนสารพาราควอต ล่าสุดเกิดผลกระทบเกษตรกร และจะกระทบอุตสาหกรรมต่อเนื่องถึง 2 ล้านล้านบาท

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย เปิดเผยว่า “เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ผลไม้ ข้าวโพดหวานและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันได้รับผลกระทบพืชปลูกเสียหาย ตายเรียบ จากคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร และแรงเชียร์จากเอ็นจีโอ ผลักดันให้ใช้ “กลูโฟซิเนต” ฆ่าหญ้าของนายทุนใหญ่ หลังแบนพาราควอตและจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ด้วยความเร่งรีบแบนอย่างมีเงื่อนงำและเป็นขบวนการ โดยภาครัฐยังไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ไร้มาตรการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร

การแบนสารหนึ่งแล้วแนะนำให้ใช้อีกสารเคมีหนึ่ง ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายผู้ได้ประโยชน์ก็คือ นายทุน ที่สำคัญ คณะกรรมการการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตร กลับอนุมัติให้มีการนำเข้าวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีการตกค้างสารเคมีจากต่างประเทศมาให้ผู้บริโภคไทยรับประทานอีก เป็นการปฏิบัติสองมาตรฐาน เกิดความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกร และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทำไมกลุ่มเอ็นจีโอ จึงปิดปากเงียบกริบ

นายมนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวย้ำว่า เกษตรกรไร่อ้อยทั่วประเทศกว่า 4 แสนครัวเรือน เดือดร้อนหนักมากหลังประกาศยกเลิกใช้พาราควอต เพราะต้นทุนเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น ทั้งค่าจ้างแรงงาน สารเคมี แถมต้องใช้สารเคมีมากขึ้นแต่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะ กลูโฟซิเนต ที่ได้รับคำแนะนำให้มาทดแทน นอกจากจะฆ่าหญ้าไม่ตายแล้ว กลับทำให้ต้นอ้อยไม่เติบโต กระทบเกษตรกร 4 แสนครัวเรือน หรือ 10 ล้านคน สอดคล้องกับนางสาวทิพวรรณ ยงประโยชน์ เลขาธิการสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า 4 องค์กรชาวไร่อ้อยพร้อมด้วย 37 สถาบันชาวไร่อ้อย ได้เข้าหารือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากการแบนสารพาราควอต ทำให้ผลผลิตอ้อยลดลง ส่งผลกระทบถึงโรงงานน้ำตาล

รวมทั้งข้อมูลที่นำมาใช้ในการแบนมีข้อน่ากังขาหลายประการ และเป็นการแบนสารชนิดหนึ่งให้ใช้สารอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดย รมว. เฉลิมชัย รับว่าจะส่งเรื่องทบทวนไปยังกระทรวงอุตสาหกรรม ดังนั้น จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมอย่างเร่งด่วน หากล่าช้า เกษตรกร อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล อาจไม่รอด ถ้าเป็นเช่นนี้ท่านจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างไร หากอุตสาหกรรมในประเทศล่มสลาย

ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศ กล่าวเสริมว่า ขั้นตอนการพิจารณายกเลิกการใช้พาราควอต เป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่ใช่ขั้นตอนปกติของกรมวิชาการเกษตร นอกจากการแบนสารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังไม่มีความพร้อมของสารทดแทน ที่มีคุณสมบัติ ประสิทธิภาพและราคาที่ใกล้เคียงกับพาราควอต สารชีวภัณฑ์ปลอมเกลื่อน และยังไม่มีชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง

รวมทั้งการสืบค้นหาความจริงในงานวิจัยที่ถูกกล่าวอ้างว่าพบสารเคมีตกค้างในน้ำดื่มเมืองน่าน พบว่า นักวิจัยอ้างค่ามาตรฐานผิดจากความจริง และเมื่อลงพื้นที่หาสาเหตุโรคเนื้อเน่า ปลายปีที่ผ่านมา ไม่พบการตกค้างของพาราควอต แต่พบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุของโรคเนื้อเน่า เช่นเดียวกับงานวิจัยพาราควอตในขี้เทาทารก พบว่ามีข้อน่าสงสัยหลายประการในวิธีการทดลองของนักวิจัยที่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้  ขณะเดียวกัน นักวิจัยเองยังแสดงความเห็นของตนเองในรายงานว่ามีการทำการศึกษาในตัวอย่างที่น้อยเกินไป และไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์ของบางเหตุการณ์ได้

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สารกำจัดวัชพืชกลูโฟซิเนต ได้แบนไปแล้วในสหภาพยุโรป ปี 2561 เพราะพบว่า เป็นพิษต่อระบบประสาท ทำให้ระบบสืบพันธุ์และการเจริญของทารกผิดปกติ และอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่กลับได้รับคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรและเอ็นจีโอให้ใช้สารนี้ โดยไม่มีการนำเสนอข้อมูลที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเกษตรกรเลย บทเรียนที่น่าสนใจของการแบนกลูโฟซิเนตของสหภาพยุโรปคือ ใช้ระยะเวลาในกระบวนการยกเลิกถึง 13 ปี เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวที่จะหาวิธีการหรือสารทดแทน และนำสินค้าออกจากตลาด แต่การแบนพาราควอตในประเทศไทย ใช้เวลาไม่กี่เดือน โดยเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563 เป็นการห้ามเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศใช้ ต้องส่งกลับคืนไปสู่ต้นทางเพื่อเผาทำลายเท่านั้น

นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ และกรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงทัศนะว่า การแบนพาราควอต คลอร์ไพรีฟอส และจำกัดการใช้ไกลโฟเซต ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องถึง 2 ล้านล้านบาท สภาอุตสาหกรรมฯ เห็นว่าความเดือดร้อนนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย และที่สำคัญมีผลกระทบกับเกษตรกรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงได้จัดงานเสวนาและถอดบทเรียนจากการแบนสารทั้ง 2 ชนิด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ เคยส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เพื่อขอให้พิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน และหามาตรการบรรเทาผลกระทบให้ได้ก่อนตัดสินใจแบนสารทั้ง 2 ชนิด ซึ่งสภาอุตสาหกรรมฯ ก็ยังคงมีข้อเรียกร้องเดิมนี้ไปยังภาครัฐ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ต้องทบทวนมาตรการต่างๆ อย่างรอบครอบ เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

“ขณะนี้ กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการฯ ได้ดำเนินการยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้ว ซึ่งเป็นการทำงานในหน้าที่อย่างถูกต้อง สมเกียรติและศักดิ์ศรี ในความรับผิดชอบต่อชีวิต อาชีพ และความเป็นอยู่ของเกษตรกร คงเหลือแต่ กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการฯ ที่จะออกมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม ด้วยความภาคภูมิใจในความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมที่กำลังประสบปัญหาจากวิกฤตโรคระบาด หรือ จะวางเฉย เป็นทองไม่รู้ร้อน หรือมีประเด็นแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง” นายสุกรรณ์ กล่าวสรุป

นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย และนายกสมาคมเกษตรปลอดภัย

นายมนตรี คำพล ประธานสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย

ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ โทร. 089-745-4203
5
"ออมสิน"ปล่อยกู้สินเชื่อเสริมพลังฐานราก รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาทไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน ประคอง “คนมีรายได้ประจำ-อาชีพอิสระ”



จากกรณีที่การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา2019  หรือ โควิด-19 ซึ่ง ธนาคาออมสิน ในฐานะที่เป็นธนาคารของภาครัฐได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดธนาคารออมสิน เปิดตัว “สินเชื่อเสริมพลังฐานราก” ตามติครม. ลุยปล่อยกู้เติมสภาพคล่องพ่อค้าแม่ค้า-ผู้มีอาชีพอิสระ-คนมีรายได้ประจำ ถูกกระทบจากCovid-19 ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท พร้อมคลายเงื่อนไข ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน และปลอดชำระหนี้ 6 งวดแรก ลงทะเบียนยื่นกู้ได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ได้ตั้งแต่บัดนี้

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบปรับปรุงการดำเนินโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีรายได้ประจำที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา (Covid-19) วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ธนาคารออมสินได้ดำเนินการปล่อยกู้ไปเมื่อเดือนเมษายน 2563 ซึ่งธนาคารอนุมัติสินเชื่อไปแล้ว 1,012 ล้านบาท และยังมีวงเงินสินเชื่อคงเหลืออยู่อีกจำนวน 18,988 ล้านบาท จึงให้ปรับปรุงแนวทางช่วยเหลือแก่ประชาชนให้เป็นไปอย่างทั่วถึงและครอบคลุมประชาชนผู้ประกอบอาชีพทุกกลุ่ม เห็นควรปรับปรุงการดำเนินโครงการด้วยการจัดสรรวงเงิน 10,000 ล้านบาท จากวงเงินเดิมที่เหลืออยู่ นำมาปล่อยกู้ผ่าน “สินเชื่อเสริมพลังฐานราก” ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อได้ที่เว็บไซต์ธนาคารออมสิน www.gsb.or.th ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2563

สำหรับสินเชื่อประเภทนี้ต้องการช่วยเหลือบุคคลที่มีอาชีพค้าขาย ประกอบอาชีพอิสระ และผู้มีรายได้ประจำรวมถึงบุคคลในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของCovid-19 ทำให้รายได้ลดลงหรือขาดรายได้ ด้วยเป็นสินเชื่อเพื่อการดำรงชีพ เพื่อการลงทุน/หมุนเวียนในกิจการ ให้วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน (Flat Rate) ระยะเวลาผ่อนชำระเงินกู้ไม่เกิน 3 ปี ที่สำคัญไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันเงินกู้ อีกทั้งยังปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือไม่ต้องชำระเงินงวดใน 6 เดือนแรกอีกด้วย



“การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (Covid-19) ยังคงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีอาชีพอิสระและผู้มีรายได้ประจำ ธนาคารออมสินจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสินเชื่อเสริมพลังฐานรากที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ธนาคารออมสินเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว จะเป็นการบรรเทาสถานการณ์ที่เดือดร้อนลงได้ไม่มากก็น้อย” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในที่สุด
6
เกษตรอำเภอวังโป่ง  ลุยสวนเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer  ที่หันมาทดลองปลูกเมล่อน 2 สายพันธุ์ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว

วันที่ 11 กันยายน 2563  ผู้สื่อข่าวรายวานว่า  นางสาวลักขณา  พรหมเศรณี เกษตรอำเภอวังโป่ง พร้อมนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอวังโป่ง ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน เกษตรกรรุ่นใหม่ และ พบกับนายสถิตย์  ศรีใส ซึ่งเป็น Young Smart Farmer หนุ่มวัย 30 ปี  ที่จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยนเรศวร คณะเกษตรศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีชีวภาพพืช แต่มีความสนใจที่จะปลูกเมล่อน ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลวังศาล อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ เบอร์โทรศัพท์ 095 307 5589 ซึ่งได้ทำการปลูกเมล่อนในโรงเรือง จำนวน 10 โรงเรือน โดยใช้แรงงานเพียงตนเอง คุณพ่อ และ คุณแม่ เท่านั้น

โดยจะปลูกเมล่อนในโรงเรือน 4 แถว ใน 1 แถว จะเรียงถุงปลูกได้ 125 ต้น ถุงปลูก ใช้ถุงสีขาว ขนาด 8*13.5นิ้ว เมื่อเรียงถุงแบบชิดกัน จะได้ระยะปลูกระหว่างต้น ราว 25 เซนติเมตร สายพันธุ์เมล่อนที่ปลูก มี 2 สายพันธุ์หลัก คือ  1. สายพันธุ์เนื้อสีส้ม พันธุ์ “พอท ออเร้นจ์” อายุสั้น แม้การต้านทานต่อโรคต่ำ แต่ถ้ามีการจัดการที่ดี พันธุ์นี้จะให้ผลผลิตต่อต้น หรือต่อไร่สูง น้ำหนักผลดี รสชาติดี คุณภาพความหวานสูง เนื้อนิ่ม และกลิ่นหอม ถูกปากคนรับประทาน และ 2. เนื้อสีเขียว พันธุ์ “กรีนเนต” ที่โดดเด่นเรื่องรสชาติหวาน เนื้อกรอบ และมีกลิ่นหอม โดยสายพันธุ์ พอท ออเร้นจ์ และ กรีนเนต จะมีตาข่ายที่ผิว ทั้ง 2 สายพันธุ์

สำหรับการจำหน่ายผลผลิตเมล่อน เดิมได้จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ทั้งส่งและออกร้านจำหน่ายเอง ปัจจุบันเกิดสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 ทำให้ลูกค้าลดน้อยลง ได้เปลี่ยนมาส่งสินค้าให้กับคู่ค้าแม็คโคร และจำหน่ายเองที่สวนโดยการสั่งจองผ่านเพจออนไลน์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เคยกินแล้วติดใจ เพราะว่าเมล่อนที่นี่ เนื้อดี หวาน หอม จึงกลับมาซื้ออีก รวมถึงนักท่องเที่ยวติดตามแล้วแวะมาเยี่ยมชมสวน ราคาจำหน่ายเมล่อน กิโลกรัมละ 60 บาท น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูกอยู่ที่ 1.2- 2.3 กิโลกรัม.

banmuang.co.th/news/region/205627
7
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน รายงานภาวะราคาสินค้าจำหน่ายปลีกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ล่าสุดวันนี้พบว่า ราคาสินค้าส่วนใหญ่ทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดย

เนื้อหมู ราคากิโลกรัมละ 145-150 บาท แต่หากเป็นเนื้อหมูตัดแต่งราคาจะเพิ่มขึ้นอีกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท
ไข่ไก่ เบอร์ 2 ราคาฟองละ 3.60-3.70 บาท
ไข่ไก่ เบอร์ 3 ราคาฟองละ 3.40-3.50 บาท
ไก่สดชำแหละ น่อง สะโพก กิโลกรัมละ 60-65 บาท
ไก่สดทั้งตัว ราคา กิโลกรัมละ 70-75 บาท
กุ้งขาว ขนาด 70-80 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 160-200 บาท
ผักคะน้า กิโลกรัมละ 30-35 บาท
กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 15-20 บาท
กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กิโลกรัมละ 30-35 บาท
ถั่วฝักยาว กิโลกรัมละ 40-45 บาท
มะเขือเทศ กิโลกรัมละ 45-50 บาท
แตงกวา กิโลกรัมละ 20-24 บาท
มะนาว เบอร์ 1-2 ราคาผลละ 3.00-3.50 บาท
มะนาว เบอร์ 3-4 ราคาผลละ 2.00-2.50 บาท
พริกขี้หนู กิโลกรัมละ 50-60 บาท
ต้นหอม กิโลกรัมละ 70-80 บาท
ผักชี กิโลกรัมละ 190-200 บาท

ราคาขายส่งพืชไร่ ผลปาล์มทะลาย
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 4.10-4.40 บาท
จังหวัดกระบี่ ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 4.10-4.60 บาท

น้ำมันปาล์มดิบ ราคาเพิ่มขึ้นเป็น กิโลกรัมละ 22.00-22.50 บาท
มันสําปะหลัง หัวมันสด กิโลกรัมละ 2.05-2.25 บาท
ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ราคาตลาดกลางจังหวัดสงขลา) ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 53.40 บาท

innnews.co.th/economy/news_769608/
8
ชัยภูมิ จัดงานสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับรอง GI ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

จังหวัดชัยภูมิ จัดงานสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับการรับรองGI ของจังหวัด ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระตุ้นการตลาดและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพิ่มรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การจัดงานแสดงสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ ได้จัดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ด้านหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ ก่อนเปิดงานจัดโชว์รำเซิ้งอันสวยงามและสนุกสนาน โดยสาวชัยภูมิ ให้ผู้ร่วมเปิดงานได้ชม มีนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานเปิดงานวันนี้ (11ก.ย.63) เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปสินค้าอัตลักษณ์ รองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่การเกษตรทั้งจังหวัด กว่า 3.4 ล้านไร่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือข้าว มันสำปะหลัง ปลูกอ้อยส่งโรงงาน รวมพื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวและพืชไร่ ไปปลูกไม้ผลหรือพืชผักได้ ซึ่งจะทำให้มีศักยภาพด้านการตลาดที่ดีกว่า ซึ่งจะมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และแปลงใหญ่ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน มีพัฒนาสินค้าพืชพื้นถิ่น ให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

โดยจังหวัดชัยภูมิ มีการขอรับรองสินค้าอัตลักษณ์หรือที่เรียกว่าสินค้า GI คือส้มโอทองดี บ้านแท่นแล้วเมื่อ 2562 โดยความร่วมมือทั้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ และหน่วยงานภาคี ซึ่งขณะนี้ได้รับการรองรับมาตรฐาน GI แล้วจำนวน 64ราย ในปี 2564 มีเป้าหมายที่จะมีการดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน GI ทั้งกล้วยหอมทอง อำเภอหนองบัวแดงส้มโอแดง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และมะขามหวาน อำเภอภักดีชุมพล รวมถึงพริกยอดสน อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมดง ด้วยการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ในพื้นที่ทุกอำเภอ เพื่อให้เป็นพันธุ์ข้าวปลูกในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเป็นสินค้าที่จะขอรับการรับรองมาตรฐาน GI ในโอกาสต่อไป

ในการจัดงานแสดงสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิครั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลผลิตด้านการเกษตร พืชผลไม้ต่าง ๆ ทั้งที่ได้รับการรับรอง GI และอยู่ระหว่างการขอรับมาตรฐาน GI ไม่ว่าจะเป็น ส้มโอทองดี บ้านแท่น กล้วยหอมทอง อำเภอหนองบัวแดง ส้มโอแดง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และมะขามหวาน อำเภอภักดีชุมพล รวมถึงพริกยอดสน อำเภอจัตุรัส เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในพื้นที่ ในประเทศและต่างประเทศ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตสินค้า เกษตรคุณภาพคุณภาพปลอดภัย เพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเชื่อมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสู่การท่องเที่ยวในจังหวัดชัยภูมิ มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 120 รายการ และมีการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ทั้งพืชผักและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยจากเกษตรกรตัวจริงถึงผู้บริโภค



นายกอบชัย ญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ยังบอกอีกว่า สินค้าเกษตรที่เป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับรองมาตรฐาน GI แล้วส้มโอ อำเภอบ้านแท่น ขณะนี้กำลังเร่งนำสินค้าเกษตรอื่นๆตามอำเภอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม ส้มโอแดง มะขามหวาน รวมถึงพริกยอดสน ให้ได้อัตถลักษณ์สินค้าเกษตรมีคุณภาพของจังหวัดชัยภูมิ เป้าหมายสำคัญก็คือกลุ่มผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศ และต่างประเทศ ให้ได้รับบริโภคสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพของจังหวัดชัยภูมิ กระตุ้นการตลาดและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพิ่มรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

ข่าวเกษตรแฟร์ siamrath.co.th/n/181584
9
รัฐบาลทุ่มงบ 1.9 พันล้านบาท ตั้งเป้าเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1.3 ล้านไร่ เกษตรกร 8 หมื่นราย ในปี 65

วันที่ 10 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเกษตรกรและผู้บริโภคในประเทศ

“รวมถึงเป็นสินค้าเกษตรทีมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกอย่างมาก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตปีละ 20% ตลาดที่สำคัญของโลกคือยุโรปและอเมริกาเหนือ และที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมากคือ จีน ออสเตรเลีย และอาเซียน สำหรับในประเทศไทย มีมูลค่าตลาด 3,000ล้านบาท และส่งออก 2,000 ล้านบาท”

น.ส.รัฐดา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560 – 2565 ด้วยการบูรณาการทำงานร่วมกัน 7 กระทรวง ประกอบไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

เป็นการมุ่งเป้าภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ

1) ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์
2) พัฒนาการผลิตผลิตและบริการเกษตรอินทรีย์ และ
3) พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรียในระดับชุมชน ประเทศ และภูมิภาคอาเซียน

ซึ่งขณะนี้กลุ่มประเทศอาเซียน ได้ตกลงที่จะจัดทำมาตรฐานกลางของอาเซียน หรือชื่อทางการว่า Mutual Recognition Arrangement for Organic Agriculture โดยในปีงบปนะมาณ 2564 จะมีโครงการ รวมทั้งสิ้น 209 โครงการ งบประมาณรวม 1.9 พันล้านบาท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ส่งเสริมการบริโภคเกษตรอินทรีย์ ในกลุ่มโรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม และร้านอาหาร และสนับสนุนการปลูกในที่ดินเกษตรกร ที่ดินภายใต้การจัดสรรที่ดินแห่งชาติ และส.ป.ก. ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากคือโครงการข้าวอินทรีย์ ที่ขยายพื้นที่ได้ปีละประมาณ 3 แสนไร่

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องการผลิต องค์ความรู้ และการตลาด โดยสามารถหาข้อมูลได้ที่เกษตรอำเภอใกล้บ้าน

“รัฐบาลขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเกษตรอินทรีย์เพราะนอกจากจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังจะเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้อย่างมาก โดยภาครัฐมีแผนให้การสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับต้นทาง ระดับกลางทาง และระดับปลายทาง”

ระดับต้นทาง เช่น การพัฒนาสารชีวภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผลผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ระดับกลางทาง เช่น การแปรรูปผลผลิต ปรับระบบโลจิสติกส์สินค้า

ระดับปลายทาง เชื่อมโยงตลาดตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ส่งเสริมผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เน้นการขายทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มสากล และแพลตฟอร์มกลางให้ผู้ซื้อมั่นใจในมาตรฐาน การขายออฟไลน์ผ่านการจัดงานแสดงสินค้าระดับจังหวัด และเอ็กซ์โประดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการจับคู่ผู้ผลิตและผู้ซื้อ

เกษตรอินทรีย์ prachachat.net/politics/news-519280
10
ตัวแทน สมาคมชาวไร่อ้อย 37 สถาบัน มอบหนังสือให้ รมว.เกษตรฯ ทบทวน ผลกระทบจากการแบนสารพาราควอต หลัง เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเดือดร้อนหนัก

วันที่ 10 ก.ย. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทน 4 องค์กร ได้แก่ สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาคมชาวไร่อ้อย 37 สถาบัน ในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีสมาชิกประกอบอาชีพปลูกอ้อยทั่วประเทศ 400,000 ครัวเรือน ได้ขอเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต

รวมทั้งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม โดยตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย กล่าวว่า ภายหลังการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก และการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้เพิ่มเติม

โดยตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้ขอให้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนมาตรการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต พร้อมทั้งเห็นควรให้มีการส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงเกษตรฯเป็นหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรโดยตรงมีหน้าที่รับฟังปัญหาและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยจะดำเนินการนำส่งข้อหารือ ข้อเท็จจริง ตลอดจนข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ส่งต่อไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อไป

thairath.co.th/news/politic/1927563
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10