กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
1
เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) และภาคีเครือข่าย ได้จัดประชุมวิชาการเพื่อเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 2563 ในวาระ "ก้าวไปข้างหน้า สร้างระบบเกษตรและอาหารที่ปลอดภัย" ที่โรงแรมริชมอนด์ ถ.แจ้งวัฒนะ โดยมีนักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน ผู้ที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมจำนวนมาก

โดยนพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย ได้กล่าวถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชกับสุขภาพคนไทยว่า จากข้อมูลในปี 2560 พบว่ามีการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 ถึง 3.74 หมื่นตัน ขณะเดียวกันเมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลผู้มีงานทำในปี 2561 พบว่ามีทั้งหมด 38.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานนอกระบบ 21.2 ล้านคน และมากกว่าครึ่ง หรือประมาณ 11.7 ล้านคนทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม



"คนเหล่านี้ ถ้าไม่มีความรู้เรื่องการจัดการสารเคมี ก็สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสารเคมีทางการเกษตรที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างสถานการณ์การใช้สารเคมีทางการเกษตรในปี 2563 พบครัวเรือนที่ยังคงใช้สารเคมีทางการเกษตรจำนวน 677,522 ครัวเรือนหรือร้อยละ 25.60" นพ.ดนัย กล่าว

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวด้วยว่า การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้สร้างผลกระทบต่อร่างกายของผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดที่มีการพูดถึงอย่างกว้างขวาง ได้แก่ พาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยพาราควอตนั้น เกิดพิษเฉียบพลันสูงมากและยังไม่มียาถอนพิษ ก่อให้เกิดโรคพาร์กินสัน และยังมีสารตกค้างในซีรั่มของทารกแรกเกิดและมารดาด้วย ขณะที่คลอไพริฟอส ก็ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม่ได้รับสารระหว่างตั้งครรภ์ ส่วนไกลโฟเซต ก็เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้

ทางด้าน น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กล่าวว่า ในปีนี้ไทย-แพนมีการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้รวมทั้งหมด 33 ชนิด จาก 16 แหล่งจำหน่าย คือ ในห้างสรรพสินค้า 6 แห่ง ตลาดอีก 10 ตลาดใน 10 จังหวัด โดยเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 29 กันยายนถึง 9 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากมีการแบน 3 สารเคมีไปแล้ว


         
หลังจากรวบรวมตัวอย่างแล้ว ทางไทย-แพน ได้ส่งไปวิเคราะห์ที่แล็บในประเทศอังกฤษ ครอบคลุมสารพิษ 500 ชนิด โดยเฉพาะสารกำจัดแมลง กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออร์กาโนคลอรีน คาร์บาเมต ไพรีทรอยด์ แต่การส่งตรวจครั้งนี้ไม่ได้รวมถึงการหาสารกลุ่มพาราควอตและไกลโฟเซต แต่จะเป็นการหาสารกลุ่มอื่น โดยเฉพาะสารกำจัดโรคพืช ซึ่งค่าที่ได้ จะนำมาเปรียบเทียบกับค่าเอ็มอาร์แอล (Maximun Residue Limits / MRLs) หรือค่าปริมาณการตกค้างสูงสุดในกลุ่มอาหารที่ประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุข

ตัวอย่างผักและผลไม้ทั้ง 33 ชนิด ได้แก่ ผลไม้ 9 ชนิด ของแห้ง 2 ชนิด (พริกแห้งและหอมแดงแห้ง) ผักไฮโดรโปนิกส์ 4 ชนิด ผักทั่วไป 18 ชนิด ซึ่งผลการตรวจที่สำคัญๆ พบว่า ผลไม้ที่มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานเอ็มอาร์แอล คือพุทราจีน และ องุ่นแดงนอก พบสารตกค้างเกินมาตรฐาน 100% ส่วนส้มสายน้ำผึ้งซึ่งเคยเป็นแชมป์เก่ามีสารพิษลดลงเหลือ 81% ขณะเดียวกันส้มโอคือผลไม้ปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานเอ็มอาร์แอลเลย

ส่วนกลุ่มผัก อาทิ พริกแดง พบสารพิษตกค้าง 69 ชนิด พริกขี้หนู 26 ชนิด ผักชี 43 ชนิด บล็อกโคลี 18 ชนิด กระเพรา 24 ชนิด คะน้า 48 ชนิด ผักบุ้ง 16 ชนิด กวางตุ้ง 20 ทุกชนิด ขึ้นฉ่าย 86 ชนิด กระเจี๊ยบเขียว 6 ชนิด มะระ 17 ชนิด และเมื่อเรียงลำดับผักที่พบสารตกค้างเกินค่ามาตรฐาน พบว่า ข้าวโพดหวานและมันฝรั่ง มีสารพิษไม่เกินค่ามาตรฐาน  ขณะที่ผัก 4 ชนิดประกอบด้วย มะเขือเทศลูกเล็ก คะน้า ขึ้นฉ่าย พริกแดง และพริกขี้หนู มีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน 100% 
         
"ในภาพรวมพบการตกค้างของสารพิษที่เกินค่ามาตรฐาน 58% ถ้าแบ่งเป็นประเภทจะเห็นว่าผลไม้เกินค่ามาตรฐานอยู่ที่ 51.8% ผักไฮโดรโปนิก 51.1% ผักที่ปลูกบนดิน 58.7 และของแห้งที่ประกอบด้วยพริกแห้งและหอมแดงแห้งมีสารพิษเกินค่ามาตรฐาน 90.6%" น.ส.ปรกชล กล่าวและว่า ในการทดสอบครั้งนี้พบสารพิษตกค้างรวมทั้งสิ้น 160 ชนิดและมี 6 ชนิดที่เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งหมายถึงวัตถุอันตรายที่ประกาศให้เลิกใช้ไปแล้ว ได้แก่ กลุ่มเอนโดซัลแฟน เมทามิโดฟอส เพนตะคลอโรฟีนอล เมโทมิล คาร์โบฟูราน และคลอร์ไพริฟอส ส่วนสารตกค้างที่พบถี่ที่สุด คือคาร์เบนดาซิมที่ใช้ฆ่าเชื้อรา
           
ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ยังเสนอด้วยว่า อยากให้มีการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยให้ผู้บริโภครับทราบ เทียบเท่ากับระบบการแจ้งเตือนอย่างรวดเร็วสำหรับอาหารและอาหารสัตว์ หรือ Rapid Alert System for Food and Feed ซึ่งเป็นระบบรายงานด้านความปลอดภัยของอาหารในสหภาพยุโรป ซึ่งจะต้องมีการจับมือกันหลายภาคส่วนสร้างระบบเฝ้าระวังขึ้นมา ขณะเดียวกันประสิทธิภาพของห้องแล็บจะต้องเท่าทันสารเคมีที่อนุญาตให้ใช้ในประเทศ รวมถึงสารเคมีที่ประเทศส่งพืชผักผลไม้เข้ามาในบ้านเราด้วย

www.msn.com
2
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายใน ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบการรับซื้อข้าวเปลือกของท่าข้าวจากชาวนาทั่วประเทศ โดยล่าสุดได้พบการกระทำผิดเอาเปรียบต่อชาวนา 3 กรณีในพื้นที่ อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี โดยกรณีแรก ไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าวอย่างถูกต้อง โดยใช้สำเนาหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าวของที่อื่นมาแสดง มีความผิดตามมาตรา 9 พ.ร.บ.การค้าข้าว กำหนดระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนกรณีที่ 2. ไม่มีการวัดความชื้นในการรับซื้อข้าวเปลือก และค่อยมาระบุเปอร์เซ็นต์ความชื้นในใบชั่งให้เกษตรกรในภายหลัง ซึ่งฝ่าฝืนประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เกี่ยวกับการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกของผู้ประกอบการรับซื้อข้าวเปลือกต้องระบุราคารับซื้อ ตามมาตรฐานความชื้นที่รับซื้อให้ชัดเจน มีระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



ทั้งนี้ ผู้กระทำผิดในกรณีที่ 1 และ 2 พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้กระทำความผิด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี แล้ว ส่วนความผิดกรณีที่ 3 พบว่าไม่ใช้เครื่องวัดความชื้นในการรับซื้อข้าวเปลือก เป็นความผิดตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ตามมาตรา 25 วรรคสอง แห่ง พรบ. มาตราชั่งตวงวัด ซึ่งระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยในกรณีนี้ได้เปรียบเทียบปรับไปแล้วเช่นกัน

ข่าวเกษตรกร
3
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคบรูเซลโลสิส หรือโรคแท้งติดต่อในสัตว์ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 10 พ.ย. 2563 พบผู้ป่วยแล้ว 9 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ เพชรบูรณ์ ลำพูน นครราชสีมา กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 55-64 ปี รองลงมาคือ 35-44 ปี และมากกว่า 65 ปี พบมากที่สุดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

จากข้อมูลการตรวจสอบข่าวการระบาด กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 18 พ.ย. 2563 พบเหตุการณ์ที่เข้าเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมด 6 เหตุการณ์ ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ (3 เหตุการณ์) นครสวรรค์ สิงห์บุรี และนนทบุรี ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หรือทำงานในฟาร์ม แม้ว่าจะมีรายงานผู้ป่วยจำนวนไม่มาก แต่จากข้อมูลการเฝ้าระวังเหตุการณ์ พบว่าเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนถึงปัจจุบัน มีรายงานผู้ป่วยแล้ว 2 เหตุการณ์ จากการสอบสวนโรคพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประวัติทำคลอดแพะ คลุกคลีกับแพะ ทำแผลให้แพะโดยไม่สวมถุงมือป้องกัน และมีผู้ป่วยบางราย แม้ไม่ทำงานในฟาร์มแต่พบว่ามีประวัติดื่มนมแพะดิบ



คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคบรูเซลโลสิสเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีรายงานผู้ป่วยจำนวนไม่มาก แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หรือผู้ที่ทำงานในฟาร์ม อาจมีการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อ เนื่องจากต้องทำงานคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยง ทำให้อาจติดเชื้อดังกล่าวได้

รู้จัก "โรคบรูเซลโลสิส"
  • โรคบรูเซลโลสิสหรือโรคแท้งติดต่อในสัตว์เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน เกิดจากเชื้อBrucella spp.มีสัตว์จำพวก โค กระบือ สุกร แพะ แกะ สุนัข เป็นแหล่งรังโรค

ติดต่อได้อย่างไร
  • ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรงกับเนื้อเยื่อ เลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่งจากช่องคลอดของสัตว์ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังที่มีแผลหรือรอยขีดข่วน หรือการดื่มน้ำนมดิบหรือใช้ผลิตภัณฑ์นมดิบจากสัตว์ที่มีเชื้อ

อาการป่วย
  • อาการที่พบ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากในตอนกลางคืน หนาวสั่น ปวดตามข้อ มึน ซึม น้ำหนักลด และปวดตามร่างกาย อาการป่วยอาจเป็นๆหายๆ นานหลายวัน หลายเดือน บางครั้งอาจเป็นปีหรือนานกว่า

วิธีป้องกันสำหรับผู้ที่ทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หากจำเป็นต้องสัมผัสแหล่งน้ำหรือดินชื้นแฉะ ซึ่งอาจปนเปื้อน เลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่งจากช่องคลอดของสัตว์ ควรป้องกันตนเองดังนี้

  • สวมรองเท้าหุ้มส้นหรือบูทยาว
  • สวมถุงมือ
  • เมื่อนำสัตว์ตัวใหม่เข้ามา ให้แยกก่อนให้อยู่ร่วมกับสัตว์ฝูงเดิม
  • หากพบสัตว์ป่วยตายหรือแท้งลูก ควรแจ้งสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเพื่อตรวจหาเชื้อ การติดเชื้อบรูเซลลาในฟาร์ม รวมถึงตรวจสอบฟาร์มที่อยู่บริเวณใกล้เคียงว่ามีการระบาดของโรคบรูเซลโลสิสหรือไม่
  • หากตรวจพบสัตว์ติดเชื้อบรูเซลลา ควรทำลายสัตว์และห้ามจำหน่ายสัตว์ดังกล่าวต่อไปยังบุคคลอื่น

วิธีป้องกันสำหรับประชาชนทั่วไป

  • หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ดิบ นมดิบ
  • ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วอย่างเหมาะสม
  • หากเลี้ยงสัตว์ เช่น แพะ วัว ควรจัดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ให้เป็นสัดส่วนมีรั้วรอบขอบชิด แยกห่างจากพื้นที่พักอาศัย

เมื่อมีอาการป่วยข้างต้นควรรีบปรึกษาแพทย์ และแจ้งประวัติเสี่ยงแก่แพทย์ผู้รักษา เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง สอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
4
พลเอกณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก มีความห่วงใยและเพื่อต้องการลดผลกระทบต่างๆ ให้กับพี่น้องชาวนา ที่ไม่มีพื้นที่เพียงพอในการตากข้าวเปลือก และช่วยในการลดความชื้น โดยได้สั่งการให้หน่วยทหารทั่วประเทศ พิจารณาเปิดพื้นที่ในค่ายทหารเพื่อให้ชาวนา ได้เข้ามาใช้เป็นสถานที่ตากข้าวเปลือกเป็นการชั่วคราว เพิ่มพื้นที่ตากข้าวให้เพียงพอกับความต้องการของชาวนาในแต่ละชุมชนของแต่ละจังหวัด ตามความเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังได้มอบให้หน่วยทหารที่มีศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หรือมีโรงสีข้าวในพื้นที่ของหน่วย ได้เข้าช่วยประสานในการดำเนินการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรนำมาตากและสีข้าวในโรงสีข้าวของหน่วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย โดยให้หน่วยทหารเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ทันต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรในช่วงนี้



โดยที่ผ่านมา กองทัพบก ได้ส่งทหารเข้าช่วยเกษตรกรลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวในนาที่ถูกน้ำท่วมในหลายพื้นที่ และหวังว่าการเปิดให้ใช้พื้นที่ค่ายทหารตากข้าวเปลือก จะช่วยรักษาคุณภาพของผลผลิตทำให้ชาวนา พอที่สามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคาดี เกษตกรมีรายได้อันจะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจชุมชน และภาพรวมของประเทศได้ในช่วงนี้

ทั้งนี้ หากพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าว จะขอความช่วยเหลือสามารถติดต่อประสานขอใช้พื้นที่ในค่ายทหารได้โดยตรงกับหน่วยทหารในแต่ละจังหวัด ซึ่ง กองทัพบกมีความยินดี และพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ข่าวเกษตรอินทรีย์วันนี้
5
ชาวนาที่จังหวัดบุรีรัมย์ ต่างพากันแห่นำสมุดบัญชีเงินฝาก และบัตร เอทีเอ็ม ไปเข้าคิวปรับเช็คยอดและถอนเงินส่วนต่างราคาข้าว ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/2564 ที่ตู้ เอทีเอ็ม หน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาบุรีรัมย์อย่างคึกคัก หลังจากได้เริ่มโอนเงินเข้าบัญชีตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ต่างบอกว่าจะนำเงินดังกล่าวไปจ่ายค่าเก็บเกี่ยวข้าวและใช้จ่ายในครัวเรือน



จังหวัดบุรีรัมย์มีเกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยส่วนต่างตามโครงการประกันรายได้ งวดแรก จำนวน 20,147 ราย วงเงินทั้งสิ้นกว่า 239 ล้านบาท โดยคณะอนุกรรมการฯ กำหนดราคากลางอ้างอิงข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 12,088 บาท ทำให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนจะได้รับเงินส่วนต่างจำนวน 2,911.17 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 2,137.45 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 1,222.36 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 1,066.96 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 2,084.34 บาท

นายเพ้า ก่ำแก้ว ชาวนา ต.ชุมเห็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ บอกว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการฯ ที่ดี สามารถช่วยเหลือชาวนาได้เป็นอย่างดี เพราะช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำมาก หากไม่มีโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลมาช่วย ปีนี้คงทำนาไม่คุ้มทุนอย่างแน่นอน อยากให้มีโครงการช่วยเหลือชาวนาแบบนี้อย่างต่อเนื่อง

ข่าวเกษตรอินทรีย์วันนี้
6
จากการติตามบรรยากาศการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ของชาวนาใน จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวและหลายรายนำไปขายให้กับแหล่งรับซื้อ 
โดยพบว่าราคารับซื้อข้าวเปลือกยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยพ่อค้าคนกลางรับซื้อข้าวเปลือกสด ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้าเฉลี่ยเพียง กก.ละ 5-7 บาท และข้าวเปลือกแห้ง กก.ละประมาณ 7-9 บาทเท่านั้น ทำให้ชาวนาประสบปัญหาขายข้าวขาดทุน ทั้งนี้ เพื่อที่จะขายข้าวได้ราคาสูงขึ้น ชาวนาหลายรายจึงนำเมล็ดข้าวเปลือกมาตากผึ่งแดดให้แห้ง เป็นการชะลอการขายในช่วงที่ข้าวเปลือกกำลังออกสู่ตลาด ซึ่งจะเป็นช่องทางให้พ่อค้าคนกลางถือโอกาสกดราคา



นางคำปุ่น ภูซ้ายสี อายุ 49 ปี ชาวนาบ้านนาสมบูรณ์ ม.11 ต.ดอนสมบูรณ์ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า หลังจากจ้างรถเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ตนและเพื่อนชาวนาหลายราย ได้นำเมล็ดข้าวเปลือกมาตากผึ่งแดดที่ริมถนนหลวงสายบ้านฮองฮี-เขื่อนลำปาว  เพื่อที่จะให้เมล็ดข้าวแห้ง เป็นการชะลอในช่วงราคาข้าวตกต่ำ รอให้ราคาสูงกว่านี้ก่อนที่จะแบ่งขายและเก็บไว้สีกินในครัวเรือน หากจะนำไปตากตามที่นาก็ไม่เหมาะ เพราะพื้นดินยังเปียกแฉะ หรือจะนำไปตากที่หน้าบ้านหรือตามถนนในหมู่บ้าน พื้นที่ก็ไม่เพียงพอ เพราะคับแคบ และปลูกผักสวนครัว

จึงได้นำมาตากที่ริมถนนหลวง ซึ่งก็ได้ติดตั้งสัญญาณจราจร ทั้งนำกรวยมาวางและติดตั้งไฟกะพริบ ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนสังเกตได้ง่าย ขณะที่ในเวลากลางคืนก็รวบรวมข้าวเปลือกออกมากองที่ไหล่ทาง เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ด้านนายสมเจตน์ เต็งมงคล นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากสภาวการณ์ราคารับซื้อข้าวเปลือกที่ตกต่ำ พบว่าชาวนาต่างนำข้าวเปลือกออกมาตากผึ่งแดด ตามถนนหลวงและถนนภายในชุมชนเป็นจำนวนมาก ทำให้เสี่ยงต่อการประสบอุบัติเหตุ หรือได้รับอันตรายจากการถูกรถเฉี่ยวชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุและอุบัติภัยที่อาจจะเกิดขึ้น จึงได้ออกประกาศขอความร่วมมือจากสถานที่ราชการต่าง ๆ เช่น เทศบาลตำบล อบต. วัด โรงเรียน ที่มีบริเวณพื้นที่ว่างเปล่า อนุญาตให้ชาวนานำข้าวเปลือกเข้าไปตากได้ ดังนั้น จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวน ชาวนาที่อยู่ใกล้สถานที่ราชการดังกล่าว นำข้าวเปลือกไปตากเพื่อความปลอดภัย และยังเป็นการชะลอการขาย รอจังหวะให้ราคาข้าวสูงขึ้นอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ทั้งในเขตพื้นที่ อ.เมืองกาฬสินธุ์ และภายใน จ.กาฬสินธุ์ ยังไม่มีรายงานการเกิดอุบัติเหตุ จากการตากข้าวบนถนนหลวงแต่อย่างใด

ข่าวเกษตรอินทรีย์วันนี้
7
จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพ ของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงเริ่มต้นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี พบว่าต่างประสบปัญหากันทั่วหน้า เริ่มตั้งแต่มีกระแสลมหนาวพัดผ่านและบางวันมีฝนตกลงมา เป็นสาเหตุให้ต้นข้าวล้ม รวงข้าวหักทับพันกันยุ่ง เป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวลำบากมากขึ้น เมล็ดข้าวแก่ไม่พร้อมกัน ทำให้เมล็ดข้าวด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ ในส่วนของค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวก็สูงถึงไร่ละ 800 บาท ค่าขนส่งไปขายเที่ยวละ 500 บาท หรือหากจะตากเมล็ดข้าวเปลือกให้แห้ง ก็ต้องซื้อผ้ามุ้งเขียวผืนละ 600-800 บาทอีกด้วย

นายปรีชา ภูใบบัง อายุ 70 ปี ชาวนาบ้านตูม หมู่ 19 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ปีนี้ตนทำนาหว่าน เพราะประหยัดแรงงานในการถอนกล้าและปักดำ แต่ช่วงที่ต้นข้าวกำลังเติบโต กลับประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง จึงทำให้เกิดวัชพืชขึ้นแซมต้นข้าวบ้าง ตนทำนาอินทรีย์จึงไม่ได้ฉีดยากำจัดวัชพืช พอจ้างรถเกี่ยวข้าวและนำไปขายเป็นข้าวสด  พ่อค้าที่ลานรับซื้อข้าวเปลือกกลับไม่รับซื้อ อ้างว่าเมล็ดข้าวยังไม่แก่เต็มที่และมีเศษวัชพืชเจือปน ตนจึงได้นำมาตากผึ่งแดด เพื่อให้เมล็ดข้าวแห้งและจะนำกลับไปขายใหม่ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งค่าขนส่ง และต้องไปหาหยิบยืมผ้ามุ้งเขียวจากเพื่อนบ้านมาตากข้าวด้วย เพราะหาซื้อผ้ามุ้งเขียวไม่ทัน และต้องการประหยัดเงินเป็นค่าขนส่งข้าวเปลือกไปขายเป็นรอบที่สองอีกด้วย อะไรประหยัดก็ต้องประหยัด ปีนี้ก็คงขายข้าวขาดทุนแน่นอน เพราะราคารับซื้อต่ำมาก



เช่นเดียวกับนายอาคม ภูภักดิ์  อายุ 53 ปี ชาวนาบ้านโคกใหญ่ หมู่ 1 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ตนมีที่นา 15 ไร่ ทำนาหว่านทั้งหมด โดยใช้ข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 เมื่อพื้นที่ทำนาเยอะก็ต้องลงทุนทำนาเยอะเป็นเงาตามตัว เพราะยุคนี้ค่าใช้จ่ายในการทำนาสูงขึ้นทุกอย่าง ทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเก็บเกี่ยว ปีที่ผ่านมาขายข้าวสดได้ กก.ละ 10-11 บาท ก็ถือว่าคุ้มทุน แต่ปีนี้ทราบจากเพื่อนชาวนาว่าราคาข้าวตกต่ำ เพียง กก.ละ 6-7 บาทเท่านั้น จึงยังไม่นำข้าวไปขาย  เพราะคงขาดทุนแน่นอน จึงได้ลงทุนซื้อผ้ามุ้งเขียวมาตากข้าว เพื่อชะลอการขายไว้ก่อน รอสักระยะราคาข้าวอาจจะสูงขึ้นจึงจะนำไปขาย สำหรับตนคิดว่าหากลานรับซื้อ กก.ละ 8 บาทยังขาดทุน ราคา กก.ละ 9 บาทก็พอจะมีกำไร

นายธนาพล ธรรมโนขจิต ผู้จัดการตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในส่วนของราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น เป็นไปตามกลไกตลาด โดยที่ผ่านมาปัจจัยที่ดึงราคาข้าวลง เนื่องจากมีการลักลอบข้าวเปลือกและข้าวสารจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีตลาดข้าวไทย  ทำให้เกิดผลกระทบกับราคาข้าวเปลือกของชาวนาไทยที่กำลังเข้าสู่ตลาดข้าว อย่างไรก็ตาม สมาคมพ่อค้าข้าวและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามมองหาวิธีการแก้ไขอยู่ตลอด โดยปัจจุบันตลาดกลางข้าวและพืชไร่ จ.กาฬสินธุ์ รับซื้อข้าวเจ้ามะลิใหม่สด กก.ละ 9.00-9.50 แห้ง กก.ละ 11.00-11.50 บาท ข้าวเหนียวสด กก.ละ 7.00-7.50 และแห้ง กก.ละ 9.50-10.00 บาท  เป็นราคาข้าวคุณภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด ทั้งนี้ชาวนาต้องชะลอขายคือทางออกเดียวที่จะทำให้ข้าวขึ้นราคาได้



ทั้งนี้ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี 2563 ซึ่งชาวนาในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ กำลังประสบปัญหาดังกล่าว ทั้งฝนตก ความชื้นสูง ข้าวล้ม ค่ารถเกี่ยว ค่าขนส่ง และต้องสิ้นเปลืองเงินซื้อผ้ามุ้งเขียวสำหรับตากข้าวอีกผืนละ 600-800 บาท หรือรายละ 2,400-3,000 บาท ล้วนเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตทั้งสิ้น หากรวมกับค่าพันธุ์ข้าว ค่ารถไถ ค่าปุ๋ยเคมีและค่าแรง ผลสรุปคือขาดทุนซ้ำซาก  จึงอยากเรียกร้องให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปรับเพิ่มราคาข้าวให้สูงกว่านี้ด้วย เพราะชาวนาเดือดร้อนมาก

msn.com
8
การรับประทานอาหารดิบ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ และอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นบ่อยจากการทานอาหารดิบ มักจะเป็นเรื่องของระบบทางเดินอาหาร และพยาธิต่าง ๆ โดยเคสที่ PDRC ศูนย์วิจัยโรคปรสิต สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ได้หยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อเตือนประชาชน เป็นหญิงที่กินปูน้ำจืดดิบ และพบพยาธิใบไม้ในปอด



โดยโพสต์ระบุว่า " หากท่านชื่นชอบกินปูน้ำจืดดิบ แล้วมีอาการไอเรื้อรัง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และไอเป็นเลือด จงสงสัยได้ว่าน่าจะมีพยาธิบางชนิดที่ปอด ดังเคสผู้ป่วยล่าสุดรายนี้

หญิงชาวจีนอายุ 46 ปี อาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น มีอาการไอต่อเนื่อง 20 วัน มีประวัติไปเที่ยวที่กัมพูชา และได้กินปูน้ำจืดดิบ ตรวจพบก้อนที่ปอดส่วนบนซ้ายจากผล CT scan การตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลลบทั้งแบคทีเรีย เชื้อรา และมะเร็ง แต่พบไข่รูปร่างกลมรี และผลทางภูมิคุ้มกันวิทยา (IgG) ตรงกับพยาธิใบไม้ปอด Paragonimus westermani จึงได้รับการรักษาด้วย praziquantel หลังจากนั้น 2 เดือนก็มีอาการดีขึ้น (Kunitomo et al., 2020)

พยาธิใบไม้ปอด เป็นพยาธิที่เกิดจากการกินพวกสัตว์น้ำจืดที่มีเปลือกแข็งจำพวกปู กุ้ง โดยเฉพาะปูภูเขา กุ้งภูเขา มากกว่า 20 ล้านคนจากทั่วโลกติดพยาธินี้ พบรายงานผู้ป่วยได้บ่อยในประเทศจีน ญี่ปุ่น สำหรับไทย นานๆทีจะมี แต่ก็เพิ่งมีรายงานล่าสุดที่จังหวัดตากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีนี้นี่เอง

ในประเทศไทยมีพยาธิใบไม้ปอด 7 ชนิด คือ Paragonimus heterotremus, P. pseudoheterotremus, P. westermani, P. siamensis, P. bangkokensis, P. harinasutai, P. macrorchis แต่ที่มีรายงานสามารถก่อโรคในคนได้คือ 3 ตัวแรก หากท่านชอบเมนูปูดิบ กุ้งดิบ ล็อบสเตอร์น้ำจืด แล้วมีอาการดังข้างต้น ก็ให้รีบไปโรงพยาบาล พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไป "

9
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่เบอร์
0631018222
10
ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา "พายุไต้ฝุ่น “หว่ามก๋อ” (พายุระดับ 5)" ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 นางสาวกรรวี สิทธิชีวภาค รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุไต้ฝุ่น “หว่ามก๋อ” (พายุระดับ 5)" ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563

โดยระบุว่าเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (14 พฤศจิกายน 2563) พายุไต้ฝุ่น “หว่ามก๋อ” (พายุระดับ 5) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง


       
มีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ประมาณ 400 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 15.7 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.9 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามประมาณวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือมีฝนเล็กน้อยถึงปานกลางเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 15-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ขอให้เกษตรกรบริเวณดังกล่าวเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

       
จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 05.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 เวลา 11.00 น.
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10