กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10
11
ทีมวิจัย แม่โจ้-มช. ค้นพบเห็ดชนิดใหม่ของโลก “เห็ดพันธุ์อัปสร” เพาะเลี้ยงได้ เตรียมพัฒนาต่อยอดเป็นเห็ดเศรษฐกิจ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานชื่อเห็ดชนิดใหม่ของโลก “เห็ดพันธุ์อัปสร” ซึ่งค้นพบโดยทีมวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในโครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพสวนป่าแม่เมาะ – จังหวัดลำปาง รับประทานได้ เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เพาะเลี้ยงได้ง่าย สามารถพัฒนาต่อยอดเป็นเห็ดเศรษฐกิจของไทย



รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพสวนป่าแม่เมาะ-จังหวัดลำปาง กล่าวว่า “ทีมวิจัยฯ ได้ทำโครงการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของสวนป่าแม่เมาะ ภายใต้ทุนขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือตอนบน ซึ่งได้ดำเนินโครงการในปี พ.ศ. 2559 – 2560 ที่ผ่านมา

จากการดำเนินงานในโครงการภายใต้ทุนวิจัยดังกล่าว 2 นักวิจัยในทีม โดย ดร.นครินทร์ สุวรรณราช และ ดร.จตุรงค์ คำหล้า สังกัดสำนักงานบริหารงานวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบเห็ดชนิดใหม่ที่เป็นการค้นพบใหม่ของโลก จำนวน 1 ชนิด ซึ่งจัดอยู่ในสกุล Pleurotus (สกุลที่ใช้เรียกเห็ดนางฟ้า) จากการได้ร่วมกันศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยา และศึกษาข้อมูลทาง DNA พื้นฐานเพื่อบอกถึงรหัสพันธุกรรม รวมถึงวิวัฒนาการของเห็ดสกุลดังกล่าวจนมั่นใจว่าเป็นเห็ดชนิดใหม่ของโลก และได้รับพระราชทาน
ชื่อเห็ดชนิดใหม่ดังกล่าว ว่า “เห็ดพันธุ์อัปสร” มีความหมายถึง นางฟ้า จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สายสมร ลำยอง หัวหน้าศูนย์วิจัยด้านความหลากหลายของจุลินทรีย์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สังกัดคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ลักษณะที่แตกต่างของเห็ดสกุลนางฟ้าที่มีการรายงานก่อนหน้านี้กับเห็ดพันธุ์อัปสร โดยอาศัยการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดอกเห็ด พบว่าลักษณะดอกคล้ายกับ เห็ดหอยนางรม (P. ostereatus) อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบลักษณะ โครงสร้างอื่น ๆ ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พบว่า เห็ดที่พบนี้มีเซลล์ที่สร้างสปอร์ (basidia) ขนาด 10-18 x 4-5.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าของเห็ดหอยนางรมที่มีขนาด 29-31 x 7-10 ไมโครเมตร และเห็ดที่พบมีขนาดของ สปอร์ 5-7.5 x 3.5-4.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดสั้นกว่าของเห็ดหอยนางรมที่มีขนาด 8-13 x 3-4.5 ไมโครเมตร ซึ่งการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการทางเทคนิคอณูชีววิทยา DNA เป็นข้อมูลสนับสนุนว่าเห็ดพันธุ์อัปสร มีความแตกต่างจากเห็ดนางรมอย่างชัดเจน”

เห็ดพันธุ์อัปสร สามารถเพาะเลี้ยงเป็นเส้นใยบริสุทธิ์ได้ในห้องปฏิบัติการ และเป็นเห็ดที่สามารถนำมาเพาะเลี้ยง ให้เกิดดอกเห็ด อีกทั้งมีรายงานว่ารับประทานได้ ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ และเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเจริญ ได้รวดเร็วในก้อนเห็ดทั่วไป รวมถึงทนอากาศร้อนได้ดีกว่าเห็ดสกุลนางฟ้าชนิดอื่น ในอนาคตทีมวิจัยสามารถ ที่จะพัฒนาต่อยอดเป็นเห็ดเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยง สร้างรายได้ รวมถึงใช้เป็นสายพันธุ์ต้นแบบ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ในสภาพทนต่ออากาศร้อนได้ในอนาคต

ขณะนี้ทีมนักวิจัยได้เตรียมงานแถลงข่าวเปิดตัว “เห็ดพันธุ์อัปสร” อย่างเป็นทางการต่อไป

ดูการเพาะเห็ดสู้แล้ง ที่ https://www.kasetorganic.com/knowledge/straw-mushroom/

ที่มา chiangmainews.co.th/page/archives/1474970/

12
สาระความรู้ทั่วไป / วิธีปลูกพริกขี้หนูสวน
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กหลังสวน เมื่อ ตุลาคม 09, 2020, 11:34:40 AM »
วิธีปลูกพริกขี้หนูสวน ทำยังไงให้ลูกดก

สภาพแวดล้อม แสง น้ำ ตัวช่วยพริกขี้หนูให้ลูกดก
โดยปกติแล้ว พริกขี้หนูชอบแสงไม่จัด แต่หากต้นพริกขี้หนูที่โดนแดดจัด จะต้องมีน้ำเพียงพอ แต่ไม่แฉะ จะให้พริกมีผลผลิตมาก มีลูกดก หากไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอ หรือลำบากในการจัดการเรื่องน้ำ ควรหาวิธีพรางแสง ไม่ให้ต้นพริกขี้หนูโดนแดดทั้งวัน อย่างมากที่สุดให้โดนแสงแดดเพียงครึ่งวันก็เพียงพอแล้ว

การปลูกพริกขี้หนูสวนให้ลูกดก การแกล้งพริก ปลูกพริกลูกดก

วิธีทำพริกให้ลูกดก ปลูกพริกขี้หนูให้ลูกดกทำกันอย่างไร
พริกขี้หนูเป็นพืชที่ชอบแสงแดด แต่ไม่จัดมาก และไม่ร่มครึ้มไปทั้งวัน ฉะนั้นควรวางกระถางปลูกในที่ที่มีแดดส่องถึง (เพียงครึ่งวันจะดีมาก) รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน และเทคนิคที่จะทำให้พริกขี้หนู มีลูกดก มีหลายวิธี ลองเอาไปปรับใช้กันดูตามนี้



ก่อนพริกเริ่มติดดอก ให้เด็ดยอดทิ้งบ่อยๆ พริกจะแตกยอดอ่อนและกิ่งออกมาเพิ่ม ทำให้ได้กิ่งที่พร้อมมีดอกและผลมากขึ้น เด็ด 1 ยอด พริกจะแตกยอดใหม่ 2-3 ยอด
เมื่อพริกขี้หนูติดดอกให้รดน้ำ 3-4 วันต่อครั้ง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์รอบโคนต้น
ทำการ แกล้งพริก คือทำอย่างไรก็ได้ให้ยอดพริกขี้หนูชี้ลงด้านล่าง อาจจะใช้เทคนิคการปลูกพืชกลับหัว โดยการแขวนกระถางไว้ที่สูงแล้วให้ต้นพริกขี้หนูห้อยลงด้านล่าง ด้วยแรงโน้มถ่วง จะทำให้พริกขี้หนูพยายามเอาตัวรอด กลัวตาย และเร่งออกลูกเพราะกลัวว่าต้นจะตาย
ทำตามนี้รับรองได้ว่า ต้นพริกขี้หนูของคุณจะมีลูกดก จนเก็บแทบไม่ทันแน่นอน

ปลูกพริกขี้หนูกลับหัว หรือ การแกล้งพริก ช่วยให้พริกลูกดก จริงหรือไม่
ไม่ว่าพืชอะไรก็ตามหากมีลูกมีผล และถ้าเกิดว่ามันคิด (หรือเราทำให้พืชเข้าใจผิด) ว่ามันจะไม่รอด ใกล้ตาย มันจะเร่งออกลูกออกผลให้เร็วที่สุด เสมือนมันกำลังจะตายจนไม่ได้ขยายพันธุ์อีก

พริกขี้หนูก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ตอบได้ว่า “จริง”

อ่านเพิ่มเติมที่ https://www.kasetorganic.com/knowledge/pepper-prolific/
13
ถ้าอยากกินผลไม้ ปลูกผลไม้ที่ออกผลทั้งปีจำพวกนี้ จะมีกินไปตลอด

ผลไม้ที่มีกินทั้งปี ผลไม้ที่ปลูกครั้งเดียว มีกินไปยันตาย ไม้ผลบางชนิดอายุยืนมาก บางชนิดแตกหน่อออกผลผลิตเรื่อยๆ โดยไม่สนใจฤดูกาล ให้ผลตลอดทั้งปี ได้แก่

กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะพร้าว มะละกอ ส้มโอ องุ่น ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน



ปลูกผลไม้แค่ 5 อย่าง สบายไปทั้งชาติ ขายก็ได้กำไรทั้งปี ปลูกอะไรบ้างดูกัน

ตัวอย่างสวนเกษตรพอเพียง ปลูกผลไม้เพียง 5 ชนิด ขายทำกำไรได้ทั้งปี บ้างก็ใช้เทคนิค ปลูกผลไม้ตามฤดูกาล 5 ชนิด ให้ผลผลิตได้ต่อเนื่อง 1 ปีเต็มๆ หรือปลูกผลไม้ที่ให้ผลผลิตได้ทั้งปี เก็บกินได้ยาวตลอดอายุต้นไม้

ลองอ่าน ผลไม้ที่ออกผลทั้งปี ต่อที่ https://www.kasetorganic.com/knowledge/allseasonfruit/
14
เกษตรกรขอนแก่นผวา ควายติดเชื้อโรคระบาด ตายแล้วกว่า50ตัว คาดมากับน้ำท่วม ด้านปศุสัตว์ตั้งด่านคุมเข้ม ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ออกนอกพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. เจ้าหน้าที่จากด่านกักกันสัตว์ขอนแก่น จัดตั้งด่านตรวจ พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคกับรถที่ผ่านมาบริเวณ บ้านหนองผือ ต.บ้านผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ เข้าออกในพื้นที่



หลังจากที่มีการพบวัวและควายของชาวบ้านที่เลี้ยงไว้ ได้ล้มตายไปกว่า 50 ตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค โดยทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอหนองเรือ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต เบื้องต้นพบว่าเป็นควายที่ตายจำนวนมากกว่าวัว

นายประมุข ชานุวงค์ ผู้เลี้ยงควาย เล่าว่า มีควายอยู่กว่า 60 ตัว ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา ควายเริ่มตายวันละตัวสองตัว ปกติจะต้อนควายไปเลี้ยงที่บริเวณท้ายเขื่อน หลังจากช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันทำให้น้ำตรงบริเวณที่ตนเลี้ยงควายเป็นประจำเพิ่มขึ้น

ต่อมาสังเกตว่า ควายเริ่มมีอาการซึมคล้ายไม่สบาย มีน้ำมูกและน้ำลายไหลออกทางปากและจมูก เบื่ออาหารและคอบวม หลังจากนั้นภายใน1-2วัน ควายก็จะตาย ปัจจุบัน มีควายตายแล้วจำนวน11ตัว สูญเงินหลายแสน

เนื่องจากปกติ สามารถขายควายได้ตัวละ 30,000-40,000 บาท จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้าแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเพราะกลัวควายจะล้มตายมากกว่านี้

msn.com
15
ปศุสัตว์ลำปาง แนะกินเนื้อหมูปรุงสุก ซื้อจากร้านที่เชื่อถือได้

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. นายศร ธีปฏิมากร ปศุสัตว์จังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า ตามที่มีข่าวการป่วยตายผิดปกติของสุกรในพื้นที่ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และประชาชนทั่วไปในพื้นที่ จ.ลำปาง ส่งผลทำให้ประชาชนทั่วไปงดการบริโภคเนื้อสุกร ทำให้ผู้ขายเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุกรมีปริมาณขายที่ลดลง ซึ่งเป็นโรคในระบบสืบพันธุ์และโรคในระบบทางเดินหายใจของสุกร ในพื้นที่ อ.แม่ทะ และ อ.ห้างฉัตร ทางสำนักงานปศุสัตว์ได้กำจัดซากสุกรที่ล้มตายลง และฝังซากอย่างถูกวิธีในพื้นที่ โดยไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายออกไป

ขณะนี้ทางปศุสัตว์สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ส่วนสาเหตุหลักๆ นั้นทราบมาว่า โรคระบาด เกิดมาจากรถพ่อค้าที่เคลื่อนย้ายหมูโดยรับซื้อหมูในเขตนอกพื้นที่เข้ามา ทำให้เกิดโรคระบาดดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีการทำลายหมูในเขตพื้นที่ที่มีโรคระบาดไปแล้วรัศมี 1 กม. ส่วนการบริโภคเนื้อสุกรชำแหละขอให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ และซื้อเนื้อหมูตามร้านจำหน่ายที่น่าเชื่อถือได้ ปศุสัตว์ OK เพื่อนำไปบริโภค



นายศร กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในพื้นที่ จ.ลำปาง และสร้างความเข้าใจกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร และประชาชนทั่วไป สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลำปาง จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนชาวลำปาง ดังนี้ 1.โรคระบาดในสุกรที่พบในพื้นที่ จ.ลำปางคือโรค Porcine Respiratory and ReproductiveSyndrome(PRRS) เป็นโรคระบาดในสุกรเท่านั้น ไม่ติดจากสุกรสู่คน

2.เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรยกระดับระบบป้องกันภัยทางชีวภาพของฟาร์มให้อยู่ในระดับสูงสุด หากพบการป่วยตายผิดปกติของสุกร ให้แจ้งเจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที่ เพื่อการควบคุม ป้องกันโรคระบาด มิให้แพร่ระบาดในวงกว้าง

3.ประชาชนทั่วไป ในการบริโภคเนื้อสุกรสามารถบริโภคได้ตามปกติ ขอให้เลือกซื้อเนื้อสุกรจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ร้านที่จำหน่ายเนื้อสุกรที่ได้รับรองปศุสัตว์โอเค หรือผ่านตรวจรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข 4.ควรบริโภคเนื้อสุกรที่ปรุงสุก งดการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสุกรดิบ เช่น ลาบดิบ หลู้ เป็นต้น

แนะนำ การเลี้ยงหมูหลุมต้นทุนต่ำ

// ที่มา msn.com
16
หลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้ “แบน” พาราควอต-คลอร์ไพริฟอสต่อไป ล่าสุดพบมีการนำเข้าสารเคมีทดแทนทุบสถิติ “กลูโฟซิเนต” 8 เดือนยอดพุ่งเป็น 3 เท่าตัว ด้านวงการค้าสารเคมีให้จับตากรมวิชาการเกษตรเข็นร่างหลักเกณฑ์วัตถุอันตราย เปิดทางนำระบบโควตานำเข้ามาใช้โดยอาศัยมาตรฐาน ISO ปิดทางผู้ค้ารายอื่น

แม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติให้ “แบน” สารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายร้ายแรงทั้ง “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” ด้วยการปรับระดับการควบคุมวัตถุอันตรายจากชนิดที่ 3 มาเป็นชนิดที่ 4 ห้ามผลิต-นำเข้า-ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง ในขณะที่สารเคมี “ไกลโฟเซต” หลังจากที่ถูก “แบน” มาได้ระยะเวลาหนึ่งก็กลับถูก “ถอน” จากบัญชีควบคุมชนิดที่ 4 กลับมาอยู่ในบัญชีควบคุมชนิดที่ 3 ให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามแรงกดดันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อ้างว่า ยังไม่สามารถหาสารเคมีใดมาทดแทนได้

ล่าสุดได้มีความพยายามที่จะขอยกเลิกการ “แบน” สารเคมีการเกษตร “พาราควอต-คลอร์ไพริฟอส” อีกครั้ง โดยมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ที่ประชุมมีมติไม่เห็นด้วยกับการ “ทบทวน” มติยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 2 ประเภท ด้วยคะแนนเสียง 20 ต่อ 4 (กรรมการเข้าร่วมประชุม 25 คน จากทั้งหมด 27 คน) ส่งผลให้ยังคงมีการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไป ตามมติเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 “มติครั้งนี้ถือเป็นไฟนอลแล้ว ถือเป็นที่สิ้นสุด” นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตรายกล่าว

ส่วนการจัดหาสารทดแทนนั้น นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรยังไม่สามารถจัดหาสารทดแทนได้ แต่มีสารทางเลือกซึ่งต้นทุนสูงกว่าและกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หาแนวทางและมาตรการทางการตลาด จูงใจให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์ เลิกใช้สารเคมี

ทั้งนี้ สารทางเลือกที่มีราคาและต้นทุนแพงกว่าพาราควอต-คลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในตลาดก็คือ สารกลูโฟซิเนต ที่มียอดจำหน่ายและยอดนำเข้าที่สูงมากในขณะนี้

รายงานข่าวจากกรมศุลกากรเปิดเผยถึงปริมารการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในกลุ่มกลูโฟซิเนต โดยนับจากการแบนสารเคมีพาราควอต+คลอร์ไพริฟอสว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ “ไม่มีการนำเข้าพาราควอต-พาราควอตไดคลอไรซ์-คลอร์ไพริฟอส” ขณะที่สารไกลโฟเซตที่มีการนำมาตรการจำกัดการใช้ มียอดการนำเข้าสะสม 920 ตัน มูลค่า 44.1 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม ก่อนที่มติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีผลบังคับใช้ ส่วนในช่วงหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นมาก็ยังไม่ได้มีการนำเข้าแล้ว



ส่วนสารเคมีทดแทนอย่าง “กลูโฟซิเนต” ที่ถูก “ปลดล็อก” ให้นำกลับมาผลิต-นำเข้า-ส่งออก และจำหน่ายได้ ด้วยมาตรการจำกัดการใช้นั้น กลับมียอดนำเข้าสะสมถึง 4,224 ตัน คิดเป็นมูลค่า 461.3 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการนำเข้า 1,308 ตัน มูลค่า 190.8 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่า เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่ได้รับความนิยม “ตีคู่” มากับสารเคมีไกลโฟเซตเลยทีเดียว

โดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า การแบนสารเคมีไม่ได้เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร แต่เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มทุนเป็นหลัก โดยแหล่งนำเข้าสารเคมีทดแทนหลักยังคงมาจากจีน มีบริษัทยักษ์ใหญ่ 1-2 ราย ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองเป็นผู้นำเข้า แต่ทั้งนี้ หากให้เปรียบเทียบทั้งคุณสมบัติของกลูโฟซิเนตกับ 3 สารเคมียังไม่สามารถทดแทนกันได้ เรื่องราคาถึงจะแพงกว่าก็ไม่เป็นไร หากทดแทนกันได้จริง ๆ “ไกลโฟเซตมีฤทธิ์ดูดซึมดี เกษตรกรจึงมักจะใช้ฉีดนอกแปลงเพื่อป้องกันไม่ให้พืชดูดซึมเข้าไป พาราควอตใช้สู้ไกลโฟเซตไม่ได้ แต่เป็นสารที่มีประสิทธิภาพดีสุดเพราะพืชไม่ดูดซึมเข้าไป และไม่มีสารตกค้าง ส่วนกลูโฟซิเนตมีคุณสมบัติก้ำกึ่ง ใช้ในแปลงก็ดูดซึม ส่วนฤทธิ์การเผาไหม้สู้พาราควอตไม่ได้”

ล่าสุดมีรายงานข่าวจากวงการสารเคมีการเกษตรเข้ามาว่า ขณะนี้ได้มีความพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จะ “กดกัน” ให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายออกมาตรการ “นำเข้า” ไกลโฟเซตอย่างมีเงื่อนไข หรืออาจเรียกได้ว่า จะมีการกำหนดโควตานำเข้า โดยอ้างมาตรการจำกัดการใช้ที่มีมติออกมาก่อนหน้านี้ โดยให้ผู้ประสงค์จะนำเข้าไกลโฟเซต ต้องยื่นขออนุญาตนำเข้าในปริมาณที่ใช้ในแต่ละปี ประมาณ 13,000 ตัน แต่วิธีการนี้ยังไม่มีการกำหนดเป็น “ทีโออาร์” ออกมาบังคับใช้

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งที่ผ่านมานี้ กรมวิชาการเกษตรได้เสนอ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. คณะกรรมการพิจารณาแล้วมีข้อสังเกตเกี่ยวกับมาตรา 15 และกำหนดให้มีระบบมาตรฐาน ISO ประกอบกับมีผู้แสดงความคิดเห็นต่อร่างประกาศทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก จึงมีมติมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรนำข้อสังเกตดังกล่าวของคณะกรรมการไปพิจารณาทบทวน และให้แจ้งผลการทบทวนในประเด็นที่มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยให้ฝ่ายเลขานุการทราบ เพื่อนำเสนอคณะกรรมการต่อไป

“มีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงการค้าสารเคมีการเกษตรว่า หากวาระที่เสนอโดยกรมวิชาการเกษตรผ่านก็จะเป็นการบล็อกให้มีบริษัทที่สามารถขออนุญาตนำเข้าสารเคมีเหลือเพียง 3 รายที่มีมาตรฐาน ISO ส่วนรายอื่นก็จะไม่สามารถขอโควตานำเข้าได้ จึงต้องจับตามองว่าจากนี้ กรมวิชาการเกษตรจะดำเนินการอย่างไรต่อไปอีก”

msn.com
17
ส.ชาวนาฯออกโรงหนุน “มาตรฐานข้าวขาวพื้นนุ่ม” ชี้ข้อดีต้นทุนต่ำ-ผลผลิตสูงกว่าไม่ห่วงเรื่องปลอมปนมะลิ มั่นใจ “พาณิชย์” เอาอยู่ พร้อมโต้โรงสีอีสานหวงตลาดข้าวหอมมะลิในประเทศ ด้าน “พาณิชย์” วางหลักเกณฑ์มาตรฐานพันธุ์ข้าวนุ่ม ย้ำต้องใช้เวลาเพื่อให้ออกมาดีที่สุด

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากกรณีที่สมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกมาให้ความเห็นเรื่องการจัดทำมาตรฐานข้าวขาวพื้นนุ่มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเรื่องราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สมาชิกสมาคมชาวนาทั่วประเทศ 40,000-60,000 คน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาข้าวขาวพื้นนุ่มสายพันธุ์ กข79 และ กข87 เนื่องจากเป็นข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง ต้นทุนเฉลี่ยต่ำเช่น 1 ไร่ให้ผลผลิต 1 ตัน มากกว่าข้าวหอมมะลิที่ให้ผลผลิตแค่ 370 กก.ต้องปลูก 3 ไร่จึงจะได้ข้าว 1 ตัน

และที่สำคัญแม้ว่าราคาข้าวเปลือกขาวพื้นนุ่มจะมีราคาเพียงตันละ 9,000-9,500 บาท ต่ำกว่าข้าวหอมมะลิ ตันละ 14,000-15,000 บาท แต่ชาวนาจะมีรายได้จากการขายข้าวขาวพื้นนุ่มมากกว่า เพราะสามารถปลูกได้หลายรอบในช่วงเวลา 1 ปี แต่หากเป็นข้าวหอมมะลิจะปลูกได้แค่ปีละ 1 รอบเท่านั้น

“ผมในฐานะนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เราคำนึงถึงรายได้ของชาวนาของเรา วันนี้ต้องขอบคุณกรมการข้าว บุคลากรนักวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวมีพันธุ์ข้าวหลากหลายที่ตอบโจทย์ที่ชาวนาต้องการทั้งต้นเตี้ย ผลผลิตที่สูง อายุการปลูกระยะสั้น เพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออก ก่อนหน้านี้ทางสมาคมผู้ส่งออกฯเคยบอกว่า เราเสียตลาดให้คู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนามที่ได้พัฒนาพันธุ์ข้าวนุ่มไปแย่งตลาดของไทยจำนวนมาก เราจึงส่งออกน้อยลงมีผลกระทบต่อชาวนา ต่อมาเมื่อชาวนาปลูกข้าวหอมพวงที่มีผลผลิตดี อายุสั้น เป็นข้าวนุ่มก็โดนกีดกัน พอมาเป็นข้าว กข79และข้าว กข87 อายุไม่เกิน 100-110 วันเราคิดว่ากรมการข้าวต้องช่วยพัฒนาให้ได้โดยเร็ว ส่วนเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบการปลอมปนให้เป็นหน้าที่ของรัฐ เขามีการตรวจสอบด้วยดีเอ็นเอ”

ภาพประกอบข่าว© Matichon ภาพประกอบข่าว
“อย่าต่อต้านชาวนาว่ากลัวจะปนข้าวหอมมะลิ ถ้าคนมันนิสัยไม่ดี ไม่ว่าอะไรมันก็ปน ถ้าชาวนามีทางเลือกปลูกข้าวนุ่มที่มีผลผลิตที่ดีกว่าข้าวหอมมะลิ และต้นทุนต่ำ มีเงินเหลือมากกว่าถามหน่อยถ้าคุณเป็นชาวนา คุณจะเลือกปลูกอะไร และการที่มีข้าวให้สีตลอดท่านไม่ชอบหรือ อย่ามาอ้างว่าจะปน เพราะจังหวัดอื่นชาวนาปลูกข้าวได้ตั้งหลายชนิดไม่เห็นมีปัญหา ซื้อขายกันได้ ถ้าปลูกข้าวหอมมะลิดี ผลผลิตดี ชาวนามีเงินมากกว่าปลูกข้าวอื่น ชาวนาเขาก็ไม่ไปปลูกข้าวอื่น”

นายปราโมทย์ กล่าวว่า ผมขอให้โรงสีกลุ่มนี้ส่งเสริมชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิด้วยการประกันราคาขั้นต่ำจากชาวนา โรงสีละ 20,000 ไร่ กลุ่มของท่านมี160 โรงสี ก็สามารถดูแลข้าวหอมมะลิได้ถึง 3 ล้านไร่ ให้ใช้เกณฑ์ราคารับซื้อสูงกว่าราคาประกันของรัฐบาล เพื่อให้เกิดแรงจูงใจ ท่านก็จะได้ข้าวคุณภาพดีไม่ต้องกังวล

นายสุเทพ คงมาก นายกกิตติมศักดิ์สมาคมชาวนาฯ กล่าวว่า ตอนนี้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าว กข79 แล้ว แต่มีปริมาณไม่มากนัก เช่น ในพื้นที่ภาคใต้มีประมาณ 40,000 ไร่เท่านั้น เทียบกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด20 ล้านไร่ หากเปรียบเทียบต้นทุนการปลูกข้าวขาวพื้นนุ่มเฉลี่ยตันละไม่เกิน4,000 บาท ขายข้าวเปลือกได้ตันละ8,500-8,600 บาท และข้าวสารถุง (5 กก.)ถุงละ 110-120 บาท ขณะที่ข้าวหอมมะลิ ต้นทุนตันละ 9,000 บาท ราคาข้าวเปลือก(สด) ตันละ 12,500-13,000 บาทเป็นข้าวสาร กก.ละ 40-50 บาท



“ไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่ไปแข่ง เพราะข้าวหอมมะลิมีมานาน 30-40 ปีแล้ว ผลผลิตอยู่เท่าเดิม 350 กก.ต่อไร่ หากไม่มีพันธุ์ใหม่ เกษตรกรก็มีการเอาพันธุ์ข้าวเวียดนามอย่างข้าวหอมพวงและข้าวจัสมินมาปลูก ซึ่งก็จะกระทบประเทศ ที่ผ่านมาผมในฐานะกรรมการใน นบข. ได้ร่วมทำงานและตั้งโจทย์ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกฯและโรงสีมาตั้งแต่ปี 2560-2561 เราเคยพัฒนาพันธุ์กข77 มา แต่ไม่ตอบโจทย์เพราะสีออกมาแล้วเมล็ดลาย ต่อมาจึงได้พัฒนา กข79 ซึ่งตอบโจทย์ต้นทุนการผลิตต่ำลง ผลผลิตต่อไร่สูง ต้นทุนถูกทำให้ผู้ส่งออกนำไปแข่งขันในตลาดโลกได้ตามดีมานด์และซัพพลาย”

“เราไม่ได้ไปยุ่งกับข้าวหอมมะลิ เรื่องการตรวจสอบก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์ แต่ต้องยอมรับว่ามีเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ปลูกข้าว และการแข่งขันทำให้ต้องพัฒนาพันธุ์ที่ให้ผลผลิตจำนวนมาก โดยข้าวพันธุ์ใหม่จะต้องดีกว่าเก่าอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่โรงสีออกมาเบรก อาจเพราะกลัวเสียผลประโยชน์ตลาดภายในประเทศเพราะโรงสีส่วนใหญ่ทำข้าวถุงข้าวหอมมะลิราคาสูงกว่าข้าวขาวพื้นนุ่ม”

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างจัดทำร่างหลักเกณฑ์มาตรฐานข้าวขาวพื้นนุ่ม โดยขณะนี้ต้องรอให้ผลผลิตข้าวพันธุ์นี้ที่อยู่ระหว่างการทดลองปลูกในแต่ละพื้นที่ออกมาว่า ผลผลิตเป็นอย่างไร เสถียรหรือไม่ แล้วจะนำมาพิสูจน์ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งเรื่องทางเคมีต่าง ๆ และทางกายภาพ เช่น สี ความยาวเมล็ด เพื่อออกมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

“การออกมาตรฐานข้าวขาวพื้นนุ่มต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ไม่ใช่ว่าผลผลิตรอบแรกออกมาแล้วและจะกำหนดมาตรฐานได้ทันที อาจต้องวิเคราะห์อีกหลายครั้ง เพราะดินแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน อาจใช้เวลาเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด”

msn.com
18
พิพิธภัณฑ์​การเกษตร​ฯ เชิญชวนคนไทยทุกคนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ​พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช​มหาราช บรมนาถบพิตร​ ในงาน

ธ สถิต​ใน​ดวงใจ​นิรันดร์
ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น.
ชมนิทรรศการสายธารพระกรุณา กษัตริย์​เกษตร​ จากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยภาคีความร่วมมือกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อนำเสนอเรื่องราวของพระมหากษัตริย์นักพัฒนา​ผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม​ เสมือนดั่งสายธารหล่อเลี้ยงแผ่นดินและพสกนิกร



สืบสาน​ศาสตร์​แห่งแผ่นดินผ่านการอบรมวิชา​ของ​แผ่นดิน​และ​การอบรม​เชิง​ปฏิบัติการ​กว่า 20 วิชา
ช้อปสินค้าเกษตร​ ผลิตภัณฑ์​แปรรูปคุณภาพ  อาหารคาว​หวาน​ประจำถิ่น ราคาสบายกระเป๋ากว่า 300 ร้านค้า

และวันที่ 13 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ร่วมทำบุญตักบาตรข้าวสาร​อาหารแห้งแด่พระสงฆ์​ 90 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล​แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช​มหาราช บรมนาถบพิตร​​ พร้อมร่วมกิจกรรมน้อมรำลึก ณ พิพิธภัณฑ์​การเกษตร​เฉลิมพระ​เกียรติ​ฯ​ จ.ปทุมธานี

ขอเชิญ​ทุกท่านมาร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหา​กษัตริย์​ผู้เป็นที่รักของคนไทยทุกคนในงาน
ธ สถิต​ใน​ดวงใจ​นิรันดร์ 10-13 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00​ น. ณ​ พิพิธภัณฑ์​การเกษตร​เฉลิมพระ​เกียรติ​ฯ​ จ.ปทุมธานี​

สอบถามรายละเอียด

โทร 02-529-2212-13
โทร 087-359-7171
โทร 094-649-2333
19
ขายดี!! จนต้องบอกต่อ

.....เครื่องสกรีนผิวโค้ง.....



สำหรับสกรีนขวด แก้ว พลาสติก หรือวัตถุที่มีผิวโค้งและทรงกลมทั้งหลายได้ทุกชนิด สกรีนได้หลายสี อุปกรณ์ครบ ไม่ต้องไปที่ไหน พร้อมของแถมอีกมากมาย ติดตั้งง่าย มีทีมช่างสอนการใช้งาน รับประกันคุณภาพ มีบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยม ที่สำคัญ **ราคาไม่แพง**

***ราคาแต่ละรุ่น แตกต่างกันตามชนิดการใช้งาน***

ดูสินค้า เครื่องสกรีนผิวโค้ง
http://www.spppadscreen.com/products-tag/screen-printer

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
คุณสราวุธ
Tel : 081-620-5309
ID line : wut25492559
http://line.me/ti/p/~wut25492559
20
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) เพิ่มเติมอีก2รายการ คือ
- กล้วยตากสังคม จังหวัดหนองคาย และ
- ทุเรียนชะนีเกาะช้าง จังหวัดตราด

ทำให้ปัจจุบัน มีสินค้าจีไอที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 132 รายการ ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ข้าว GI

สำหรับลักษณะเด่นของสินค้าจีไอ 2 รายการดังกล่าว คือ กล้วยตากสังคม จังหวัดหนองคาย เป็นกล้วยน้ำว้า พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์มะลิอ่อง และพันธุ์ปากช่อง50มีการปลูกและแปรรูปในเขตพื้นที่อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โดยนำกล้วยไปผ่านการตากแดดและอบด้วยความร้อนในเตาถ่าน ทำให้กล้วยตากสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม เนื้อละเอียด ไม่มีเมล็ด นุ่ม และหนึบ มีรสชาติหวานธรรมชาติ มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค



ส่วนทุเรียนชะนีเกาะช้าง จังหวัดตราด มีผลรี ยาว หนามใหญ่และห่าง เปลือกบาง สีผิวน้ำตาลปนแดง เนื้อทุเรียนหนา สีเหลืองเข้มไปจนถึงสีเหลืองอมส้ม รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอม ปลูกเฉพาะในพื้นที่อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด

กระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง โดยใช้ประโยชน์จากสินค้าจีไอ จึงผลักดันให้ชุมชนต่างๆ นำสินค้าที่ผลิตได้เฉพาะในท้องถิ่น อันเนื่องมาจากความพิเศษของลักษณะทางภูมิศาสตร์ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ มาจดทะเบียนเป็นสินค้าจีไอให้ได้มากขึ้น เพื่อคุ้มครองชื่อสินค้าให้เป็นสิทธิชุมชนที่เป็นแหล่งผลิต สร้างความเชื่อมั่นในแหล่งที่มาและคุณภาพของสินค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ซึ่งสินค้าจีไอ สามารถขายได้ราคาแพงกว่าสินค้าปกติหลายเท่าตัว จึงช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง



หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10