กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10
31
ชัยภูมิ จัดงานสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับรอง GI ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

จังหวัดชัยภูมิ จัดงานสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ที่ได้รับการรับรองGI ของจังหวัด ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระตุ้นการตลาดและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพิ่มรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

การจัดงานแสดงสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ ได้จัดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ด้านหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ ก่อนเปิดงานจัดโชว์รำเซิ้งอันสวยงามและสนุกสนาน โดยสาวชัยภูมิ ให้ผู้ร่วมเปิดงานได้ชม มีนายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานเปิดงานวันนี้ (11ก.ย.63) เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปสินค้าอัตลักษณ์ รองรับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่การเกษตรทั้งจังหวัด กว่า 3.4 ล้านไร่ พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือข้าว มันสำปะหลัง ปลูกอ้อยส่งโรงงาน รวมพื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ ซึ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ มีศักยภาพสามารถปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวและพืชไร่ ไปปลูกไม้ผลหรือพืชผักได้ ซึ่งจะทำให้มีศักยภาพด้านการตลาดที่ดีกว่า ซึ่งจะมีการส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตรูปแบบกลุ่มวิสาหกิจชุมชน และแปลงใหญ่ พร้อมทั้งพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน มีพัฒนาสินค้าพืชพื้นถิ่น ให้เป็นสินค้าอัตลักษณ์จะเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

โดยจังหวัดชัยภูมิ มีการขอรับรองสินค้าอัตลักษณ์หรือที่เรียกว่าสินค้า GI คือส้มโอทองดี บ้านแท่นแล้วเมื่อ 2562 โดยความร่วมมือทั้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชัยภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ และหน่วยงานภาคี ซึ่งขณะนี้ได้รับการรองรับมาตรฐาน GI แล้วจำนวน 64ราย ในปี 2564 มีเป้าหมายที่จะมีการดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน GI ทั้งกล้วยหอมทอง อำเภอหนองบัวแดงส้มโอแดง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และมะขามหวาน อำเภอภักดีชุมพล รวมถึงพริกยอดสน อำเภอจัตุรัส นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการปลูกข้าวหอมดง ด้วยการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ในพื้นที่ทุกอำเภอ เพื่อให้เป็นพันธุ์ข้าวปลูกในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งเป็นสินค้าที่จะขอรับการรับรองมาตรฐาน GI ในโอกาสต่อไป

ในการจัดงานแสดงสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิครั้งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลผลิตด้านการเกษตร พืชผลไม้ต่าง ๆ ทั้งที่ได้รับการรับรอง GI และอยู่ระหว่างการขอรับมาตรฐาน GI ไม่ว่าจะเป็น ส้มโอทองดี บ้านแท่น กล้วยหอมทอง อำเภอหนองบัวแดง ส้มโอแดง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ และมะขามหวาน อำเภอภักดีชุมพล รวมถึงพริกยอดสน อำเภอจัตุรัส เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในพื้นที่ ในประเทศและต่างประเทศ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตสินค้า เกษตรคุณภาพคุณภาพปลอดภัย เพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเชื่อมแหล่งผลิตสินค้าเกษตรสู่การท่องเที่ยวในจังหวัดชัยภูมิ มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 120 รายการ และมีการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ทั้งพืชผักและผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยจากเกษตรกรตัวจริงถึงผู้บริโภค



นายกอบชัย ญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ยังบอกอีกว่า สินค้าเกษตรที่เป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับรองมาตรฐาน GI แล้วส้มโอ อำเภอบ้านแท่น ขณะนี้กำลังเร่งนำสินค้าเกษตรอื่นๆตามอำเภอต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้วยหอม ส้มโอแดง มะขามหวาน รวมถึงพริกยอดสน ให้ได้อัตถลักษณ์สินค้าเกษตรมีคุณภาพของจังหวัดชัยภูมิ เป้าหมายสำคัญก็คือกลุ่มผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศ และต่างประเทศ ให้ได้รับบริโภคสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและมีคุณภาพของจังหวัดชัยภูมิ กระตุ้นการตลาดและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพิ่มรายได้ของเกษตรกร ฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

ข่าวเกษตรแฟร์ siamrath.co.th/n/181584
32
รัฐบาลทุ่มงบ 1.9 พันล้านบาท ตั้งเป้าเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1.3 ล้านไร่ เกษตรกร 8 หมื่นราย ในปี 65

วันที่ 10 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเกษตรกรและผู้บริโภคในประเทศ

“รวมถึงเป็นสินค้าเกษตรทีมีโอกาสเติบโตในตลาดโลกอย่างมาก ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ อัตราเติบโตปีละ 20% ตลาดที่สำคัญของโลกคือยุโรปและอเมริกาเหนือ และที่มีแนวโน้มสูงขึ้นมากคือ จีน ออสเตรเลีย และอาเซียน สำหรับในประเทศไทย มีมูลค่าตลาด 3,000ล้านบาท และส่งออก 2,000 ล้านบาท”

น.ส.รัฐดา กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ พ.ศ. 2560 – 2565 ด้วยการบูรณาการทำงานร่วมกัน 7 กระทรวง ประกอบไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม

เป็นการมุ่งเป้าภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ

1) ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์
2) พัฒนาการผลิตผลิตและบริการเกษตรอินทรีย์ และ
3) พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และการรองรับมาตรฐานเกษตรอินทรียในระดับชุมชน ประเทศ และภูมิภาคอาเซียน

ซึ่งขณะนี้กลุ่มประเทศอาเซียน ได้ตกลงที่จะจัดทำมาตรฐานกลางของอาเซียน หรือชื่อทางการว่า Mutual Recognition Arrangement for Organic Agriculture โดยในปีงบปนะมาณ 2564 จะมีโครงการ รวมทั้งสิ้น 209 โครงการ งบประมาณรวม 1.9 พันล้านบาท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ส่งเสริมการบริโภคเกษตรอินทรีย์ ในกลุ่มโรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม และร้านอาหาร และสนับสนุนการปลูกในที่ดินเกษตรกร ที่ดินภายใต้การจัดสรรที่ดินแห่งชาติ และส.ป.ก. ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากคือโครงการข้าวอินทรีย์ ที่ขยายพื้นที่ได้ปีละประมาณ 3 แสนไร่

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องการผลิต องค์ความรู้ และการตลาด โดยสามารถหาข้อมูลได้ที่เกษตรอำเภอใกล้บ้าน

“รัฐบาลขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชเกษตรอินทรีย์เพราะนอกจากจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังจะเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้อย่างมาก โดยภาครัฐมีแผนให้การสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ระดับต้นทาง ระดับกลางทาง และระดับปลายทาง”

ระดับต้นทาง เช่น การพัฒนาสารชีวภัณฑ์ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มห้องปฏิบัติการตรวจรับรองผลผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ระดับกลางทาง เช่น การแปรรูปผลผลิต ปรับระบบโลจิสติกส์สินค้า

ระดับปลายทาง เชื่อมโยงตลาดตามนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ส่งเสริมผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีการบริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เน้นการขายทางออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มสากล และแพลตฟอร์มกลางให้ผู้ซื้อมั่นใจในมาตรฐาน การขายออฟไลน์ผ่านการจัดงานแสดงสินค้าระดับจังหวัด และเอ็กซ์โประดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการจับคู่ผู้ผลิตและผู้ซื้อ

เกษตรอินทรีย์ prachachat.net/politics/news-519280
33
ตัวแทน สมาคมชาวไร่อ้อย 37 สถาบัน มอบหนังสือให้ รมว.เกษตรฯ ทบทวน ผลกระทบจากการแบนสารพาราควอต หลัง เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเดือดร้อนหนัก

วันที่ 10 ก.ย. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตัวแทน 4 องค์กร ได้แก่ สหสมาคมชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ชมรมสถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน สหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนสมาคมชาวไร่อ้อย 37 สถาบัน ในเขตภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีสมาชิกประกอบอาชีพปลูกอ้อยทั่วประเทศ 400,000 ครัวเรือน ได้ขอเข้าพบ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือและข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต

รวมทั้งนำเสนอข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม โดยตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย กล่าวว่า ภายหลังการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย เนื่องจากอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สร้างแรงงาน รายได้เข้าสู่ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท การใช้สารออร์แกนิกแทนสารเคมี คงไม่สามารถนำมาใช้กับการทำเกษตรอุตสาหกรรมได้ ดังนั้น การยกเลิกสารดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างมาก และการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชพาราควอต จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยังไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ในทางปฏิบัติ เห็นควรให้อนุญาตใช้สารต่อไปภายใต้การจำกัดการใช้จนกว่าจะหาสารทดแทนอันเป็นที่ยอมรับของเกษตรกรได้เพิ่มเติม

โดยตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้ขอให้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนมาตรการยกเลิกการใช้สารเคมีพาราควอต พร้อมทั้งเห็นควรให้มีการส่งเสริมมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และฝึกอบรมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย

ด้าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในฐานะที่กระทรวงเกษตรฯเป็นหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรโดยตรงมีหน้าที่รับฟังปัญหาและเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยจะดำเนินการนำส่งข้อหารือ ข้อเท็จจริง ตลอดจนข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องที่ได้รับจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ส่งต่อไปยังคณะกรรมการวัตถุอันตรายต่อไป

thairath.co.th/news/politic/1927563
34
งานนี้จัดขึ้นที่หน้าสำนักงานเกษตร จังหวัดกาฬสินธุ์ มี นายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานเปิดงาน "ถนนสายเกษตรสู่ชุมชน" ของกลุ่มร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ หรือกลุ่มร้อยแก่นสารสินธุ์ ที่ต้องการพัฒนากลุ่มจังหวัดให้เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมแปรรูปพืชอาหารและพลังงานทดแทน

โดยได้นำผลผลิตทางการเกษตรมาจัดนิทรรศการและวางขายเป็นจำนวนมาก และภายในงานได้มีการจัดแข่งขันการจัดกระเช้าผัก “กินผักต้านโควิด-19” โดยมีเกษตรกรรุ่นเก่า รุ่นใหม่ จาก 18 อำเภอ นำผลผลิตจากแปลงเกษตร เช่น พืชผักสวนครัว ผลไม้ มาจัดลงในกระเช้าใบใหญ่ ซึ่งมีการตกแต่งและจัดรูปแบบอย่างสร้างสรรค์ ประณีตสวยงาม บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เผยว่าต้องการส่งเสริมการเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีความปลอดภัยควบคู่กับการขับเคลื่อนส่งเสริมการเกษตรด้วยศาสตร์พระราชาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยมาตรการ 3 ส่วน ในการทำเกษตรอินทรีย์ คือ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมี มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรกลที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนานวัตกรรมด้านการเกษตรทดแทนการใช้แรงงาน สารเคมี ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง

news.ch7.com/detail/436809
35
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำโครงการ แรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจะช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้สามารถทำการเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว สร้างทางรอด เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 เปลี่ยนวิกฤตกลายเป็นโอกาส

รวมถึงเป็นการสร้างอาชีพเกษตรกรรม ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม และก้าวสู่การเป็น Smart Farmer เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยในอนาคต ซึ่งโครงการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับแรงงานคืนถิ่น เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ผู้ว่างงานหรือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอื่น ที่มีความสนใจการทำการเกษตร เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) และเกษตรกรในท้องถิ่น

รวมถึงผู้สนใจอื่นๆ ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ผ่านการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการ "พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร"

โดยอบรมให้แก่เกษตรกรและสาธิตการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรผลผลิตทางการเกษตร ให้แก่เกษตรกร แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานกว่า 1,000 ราย ผ่านความร่วมมือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 - 12 กับ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ปฏิบัติการอื่น ๆ จากภาครัฐ หรือโดยกลุ่มองค์กรประชาชน

นอกจากนี้ยังบูรณาการต่อยอดและขยายผลไปสู่การเชื่อมโยงกับการพัฒนาอาชีพจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งเตรียมบูรณาการร่วมกับโครงการต่าง ๆ ที่สำคัญ ภายใต้โครงการฟื้นฟูเยียวยาฯ ในหลายโครงการ อาทิ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ "โคกหนองนาโมเดล" และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทั้งนี้หรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 หรือสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ที่เว็บไซต์ www.oae.go.th

https://www.kasetorganic.com
36
ส่วนคุณสมบัติของผู้รับจ้างงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ต้องเป็นเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปีบริบูรณ์ และมีสัญชาติไทย วุฒิการศึกษา ไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเทียบเท่า มีที่พักอาศัยอยู่ในตำบลที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ  ต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่ (smartphone) ฯลฯ

“นอกจากนี้ ต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ หรือข้าราชการบำนาญ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ลูกจ้างของกระทรวง กรมที่มีฐานะเทียบเท่าพนักงานส่วนท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และไม่เป็นลูกจ้างเอกชน ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง ต้องไม่เป็นเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมปรับปรุงแปลงตามโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่  และไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง” นายเฉลิมชัย กล่าว
37
สาระความรู้ทั่วไป / โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กหลังสวน เมื่อ กันยายน 10, 2020, 10:22:48 AM »
กระทรวงเกษตรฯเผย เกษตรกรถูกใจ โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล แห่ยื่นใบสมัครทะลุ 3 หมื่นราย พร้อมชี้ช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนของประเทศ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล เพื่อเป็นการฟื้นฟูภาคการเกษตรภายหลังการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด -19 รวมถึงเพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยวิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยังช่วยเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยกำหนดเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม เป็นต้นมา

โดยถึงขณะนี้มีเกษตรกรให้ความสนใจและยื่นความจำนงสมัครเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ และจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล รวมแล้วถึง 30,928 ราย โดยแบ่งโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 12,896 ราย ซึ่ง 8 จังหวัดแรกที่มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมมากที่สุด ได้แก่ จ.นครราชสีมา อุดรธานี สกลนคร ชัยภูมิ นครสวรรค์ เชียงราย พิษณุโลก และยโสธร ตามลำดับ

ส่วนการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล  มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมถึง 18,032 ราย โดย 8 จังหวัดแรกที่มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมมากที่สุด ได้แก่ จ.นครราชสีมา อุดรธานี สกลนคร นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ เชียงราย พัทลุง และจ.สงขลา ตามลำดับ

นายเฉลิมชัย กล่าวอีกว่า สำหรับการเปิดรับสมัครเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ รวมถึงการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่ระดับตำบล จะสิ้นสุดในวันที่ 9 กันยายน 2563 ดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรที่สนใจได้รีบดำเนินการยื่นใบสมัคร ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอโดยจะหมดเขตรับสมัครภายในวันที่ 9 กันยายนนี้

“สำหรับคุณสมบัติเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือเกษตรกรทั่วไป หรือทายาทเกษตรกร หรือแรงงานคืนถิ่น หรืออาสาสมัครเกษตรกรในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอายุระหว่าง 18 – 60 ปี และมีสัญชาติไทย พื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นผืนเดียวกันไม่น้อยกว่า 3 ไร่ และเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องตามกฎหมาย โดยเอกสารสิทธิต้องเป็นของผู้สมัครหรือเป็นของทายาทของผู้สมัคร เช่น บิดากับบุตร มารดากับบุตร สามีกับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และผู้สมัครต้องมีที่พักอาศัยในพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการ  เจ้าของเอกสารสิทธิ

พร้อมกันนี้ ต้องยินยอมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ประโยชน์จากที่ดินเพื่อดำเนินโครงการฯ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 7 ปี โดยมีการลงลายมือชื่อหรือประทับลายนิ้วมือในหนังสือยินยอม  และสุดท้าย ผู้สมัครและพื้นที่ที่ใช้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่อยู่ในโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ (5 ประสาน) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
38
ตลาดไท ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบริษัท มอร์ เมดดิคัล จำกัด ในโครงการ “ตลาดกลางวัตถุดิบสมุนไพรไทย”

นายโชคชัย คลศรีชัย รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “ตลาดกลางวัตถุดิบสมุนไพรไทย” กับ นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล กรรมการ บริษัท มอร์ เมดดิคัล จำกัด โดยมีนายอดิศร์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการค้า บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ผู้ซื้อ และเกษตรกรได้รับความสะดวก ในการพบปะซื้อขายวัตถุดิบสมุนไพรสด และเครื่องเทศสดทั้งแบบทั่วไป และแบบปลอดภัยมาตรฐาน GAP ในตลาดไท ที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์อาหารที่สำคัญของประเทศไทย

thebangkokinsight.com/427011/
39
กรมส่งเสริมการเกษตรรับลูก รมว.เกษตรฯ ห่วงใยเกษตรกรจากพายุ “ฮีโกส” ทำหลายพื้นที่ในเขตภาคเหนือได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรเร่งสำรวจความเสียหายและรายงานผลให้ทราบทุกระยะ

​เมื่อวันที่ 2 ก.ย. นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหลายพื้นที่ในเขตภาคเหนือระยะนี้ โดยเฉพาะที่ จ.สุโขทัย ซึ่งเกิดพนังกั้นน้ำแตกและน้ำท่วมพื้นที่การเกษตร เนื่องจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนทำให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัย รวม 6 อำเภอ 36 ตำบล 208 หมู่บ้าน ผู้ประสบภัย 22,653 คน 10,147 ครัวเรือน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 99 หลัง บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2 หลัง พื้นที่การเกษตรประสบภัย 147,631 ไร่

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการสำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนเกษตรกรให้ติดตามข่าวสารสภาพอากาศจากทางราชการ และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบและเกิดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม พร้อมเตรียมการวางแผนช่วยเหลือเกษตรกร สนับสนุนกล้าเมล็ดพันธุ์ผัก แนะนำวิธีการดูแลรักษา ฟื้นฟูพืชที่ถูกต้องให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างทันท่วงที

สำหรับเกษตรกรรายเดิมที่ทำการเพาะปลูกพืช หากมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละรอบการผลิตขอให้มาแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบัน หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ณ ที่ตั้งแปลงพร้อมเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้บริการ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านทางแอปพลิเคชัน Farmbook

ทั้งนี้ เพื่อที่เกษตรกรจะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิขอรับการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือรับบริการต่างๆ จากภาครัฐ เช่น กรณีการขอรับความช่วยเหลือเมื่อประสบภัยพิบัติต่างๆ ในด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

กรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้สำนักงานเกษตรอำเภอ/สำนักงานเกษตรจังหวัด เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 และกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ (เร่งด่วน) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้แล้วเสร็จ ภายใน 15 วัน

ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ คือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท

siamrath.co.th/n/179551
40
“นายกฯ” มั่นใจ แบนสารพิษเกษตร ไม่กระทบความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล แม้พรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืน ชัดเจน ขณะที่รมว.เกษตรฯ จาก ปชป.มีข่าวจะลงนามให้มีการทบทวน

เมื่อเวลา 12.10 น. ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถึงจุดยืนของรัฐบาลในเรื่องของการแบนสารพิษทางการเกษตรที่มีข่าวว่า ทาง รมว.เกษตรฯ จะลงนามให้มีการทบทวนการแบนสารพิษดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาล

เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยแสดงจุดยืนชัดเจน ให้แบนสารพิษนี้ว่า ส่วนตัวคิดว่าไม่กระทบกับพรรคร่วมรัฐบาล เพราะการทำงานย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกันถือเป็นเรื่องปกติ การทำงานทุกอย่าง ทุกสาขาอาชีพ เราต้องพยายามเข้าใจซึ่งกันและกัน การคิดไม่เหมือนกัน หรือคิดต่างกันก็เป็นไปได้ แต่ก็ต้องฟังเหตุฟังผลซึ่งกันและกันเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง

“รัฐบาลเองก็ต้องเลือกหนทางที่ดีที่สุด เพื่อชีวิตที่ดีของเกษตรกร ความปลอดภัยของผู้บริโภค และประชาชน ซึ่งถือเป็นความสำคัญในอันดับต้นๆ ของทุกภารกิจ เพราะฉะนั้นผู้รับผิดชอบแต่ละส่วนจะต้องเคลียร์ ให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างไร ไม่ให้เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกัน แต่หลักการใหญ่ๆ ของเรา ก็คือ ยึดสวัสดิภาพของประชาชนเป็นที่ตั้ง การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนผ่าน มันไม่สามารถทำได้ทันที ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

เพราะเราก็ต้องฟังหลายส่วนด้วยกัน ทั้งภาคการเกษตรและเกษตรกร แต่ทำอย่างไรมันจะปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่ ต้องหารือกันต่อไป และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจริงจัง ตามมติดังกล่าวด้วย ทุกฝ่ายถ้าขัดแย้งกันทั้งหมด มันก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เหมือนเดิมทุกอย่าง และมันก็จะเริ่มต้นไม่ได้เลย พอเริ่มไม่ได้ จะให้ปุ๊บปั๊บทีเดียวมันก็ไม่ได้ทั้งหมด เพราะเราประกอบไปด้วยคนหลายคน และนี่คือการรับฟังความคิดเห็นทั้งสองฝ่ายเสมอ” นายกฯ กล่าว

thairath.co.th/news/politic/1922105
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 7 8 9 10