กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10
41
ครม. อนุมัติ ขยายระยะเวลาการจ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร ถึงกันยายน 2563 ด้านกระทรวงเกษตรกำชับทุกหน่วย เร่งติดตามเกษตรกรให้มาแจ้งเลขบัญชีรับโอนเงินเยียวยา
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สศก. ในฐานะนายทะเบียนจัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนแล้ว ให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. - 31 ก.ค. 2563 รวมทั้งสิ้น 112,126.730 ล้านบาท แบ่งเป็นการโอนเงินงวดที่ 1 (เดือน พ.ค.) จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท 

   
 
โอนเงินงวดที่ 2 (เดือน มิ.ย.) จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท และโอนเงินงวดที่ 3 (เดือน ก.ค.) จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,322.635 ล้านบาท

ขณะที่การขอคืนสิทธิ ตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. – 14 ส.ค. 2563 มีเกษตรกรยื่นเรื่องขอคืนสิทธิ/สละสิทธิการรับเงินช่วยเหลือ จำนวน 378 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่แจ้งคืนสิทธิแล้ว สามารถคืนเงินด้วยตนเองที่ ธ.ก.ส. โดยให้คืนเงินเต็มจำนวนที่ได้รับโอนเข้าบัญชีไปแล้ว

ด้านนายพลเชษฐ์  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่18 สิงหาคม 2563 ให้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ เพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้แก่เกษตรกร

โดย กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยาให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่สามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้อย่างสมบูรณ์ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จำนวนประมาณ 38,737 ราย ตลอดจนเกษตรกรที่มาอุทธรณ์ และผ่านการพิจารณาแล้ว จำนวนประมาณ 269 ราย

รวมถึงกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ได้รับสิทธิเงินช่วยเหลือภายใต้โครงการฯ เนื่องจากในช่วงแรกมีความซ้ำซ้อนกับสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ต่อมาสละสิทธิโครงการเราไม่ทิ้งกันแล้ว จำนวนประมาณ 759 ราย โดยจะจ่ายงวดเดียว จำนวน 15,000 บาท ให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ก.ย. 2563

ซึ่งล่าสุดหลังจากที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จ่ายเงินเยียวยาให้แก่เกษตรกรเพิ่มเติม ธ.ก.ส. ได้มีการเริ่มโอนเงินให้แก่เกษตรกรกลุ่มดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งเลขบัญชีเพื่อรับโอนเงินนั้น ได้ขอให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนในพื้นที่ติดต่อเกษตรกรโดยตรง หรือจะประสานผ่านกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน/ผู้นำชุมชน ในพื้นที่ที่เกษตรกรอาศัยอยู่ เพื่อเร่งรัดเกษตรกรแจ้งเลขที่บัญชี โดยจะโอนให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 2563 

ทั้งนี้ ขอให้กลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่แจ้งเลขบัญชี รีบมาแจ้งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. โดยเร็ว โดยเกษตรกรสามารถแจ้งเลขที่บัญชีของธนาคารใดก็ได้ แต่หากถ้าเป็นบัญชีที่ผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะยิ่งสะดวกและรวดเร็วในการโอนเงินมากที่สุด

posttoday.com/economy/news/631855
42
ตัวแทนภาคีชาวไร่ยาสูบ 3 สายพันธุ์ เดินทางพบหารือการยาสูบแห่งประเทศไทย ทวงถามเงินชดเชยที่ถูกตัดโควตาเป็นปีที่สอง ตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ วอนกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตหาทางออกระยะยาว ขึ้นภาษีบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไป จะได้ไม่ซ้ำรอยปัญหาเดิม

27 สิงหาคม 2563 นายกิตติทัศน์ ผาทอง พร้อมด้วยตัวแทนชาวไร่ยาสูบ 3 สายพันธุ์จากภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน เดินทางเข้าพบคณะผู้บริหารการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เพื่อหารือถึงความคืบหน้าในการพิจารณาการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวไร่ยาสูบที่ถูก ยสท. ตัดโควตาเป็นปีที่สองติดต่อกันแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตและ ยสท. ดำเนินการให้เรียบร้อยโดยด่วน ตามที่ทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองามเคยรับปากไว้ในที่ประชุมสภาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม. ว่าจะเร่งให้ความช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ

"ทางกระทรวงการคลังได้ช่วยสั่งการให้กรมสรรพสามิตและ ยสท. ดำเนินการเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ผ่านมา 3 เดือนแล้ว และก็ใกล้จะเข้าฤดูกาลปลูกยาสูบของปี 2563/64 ในเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว เราก็ยังไม่ได้รับเงินชดเชยของฤดูกาลปลูกปีที่แล้วเลย แต่กลับได้รับหนังสือจากทั้งสองหน่วยงานที่ยังคงตอบแบบโยนงานกันไปมา จึงอยากให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปรีดี ดาวฉาย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ ที่กำกับดูแลการยาสูบฯ ช่วยเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เพราะชาวไร่ต้องใช้เงินสำหรับการเตรียมการปลูก และยังต้องดูแลสมาชิกในครอบครัวที่หลายคนก็ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจากการพูดคุยกับท่านผู้ว่าการ ยสท. ก็ได้รู้ว่า ยสท. ได้ส่งข้อมูลให้กรมสรรพสามิตแล้ว และท่านได้รับปากจะมีติดตามเรื่องเงินชดเชยกับกรมสรรพสามิตให้" นายกิตติทัศน์กล่าว

นอกจากนี้ นายกิตติทัศน์ยังได้แสดงความเห็นด้วยต่อข้อเรียกร้องเมื่อเร็วๆ นี้ของ พญ. เริงฤดี ปธานวนิช จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี นักวิชาการด้านการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ ว่ารัฐบาลควรจะยกเลิกการขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% อัตราเดียวแล้วกำหนดอัตราใหม่ที่เหมาะสมกว่าแทน

"เราขอเสนอให้กระทรวงการคลังยกเลิกแผนการขึ้นภาษีบุหรี่ปีหน้าเป็น 40% อัตราเดียว เพราะตั้งแต่ปี 2560 มานี้ชาวไร่ยาสูบก็ได้รับความเดือดร้อนมามากแล้วจากอัตราภาษีที่สูงมากเกินไป คนก็หันไปสูบยาเส้น-บุหรี่เถื่อนมากขึ้น การสูบบุหรี่ก็ไม่ลดลง เราอยากให้ กท. คลัง หาทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวมากกว่าการเลื่อนภาษีแบบปีต่อปีแบบที่ทำมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกคนรู้ว่ายังไงรัฐบาลคงต้องขึ้นภาษีอีก ยสท. เองก็เห็นว่าต้องปรับนโยบายภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ และควรร่วมหาทางออกร่วมกันทุกฝ่ายรวมทั้งให้ชาวไร่เข้ามามีส่วนในการพูดคุยด้วย เพราะการขึ้นภาษีทีเดียวจาก 20% เป็น 40% อัตราเดียว ชาวไร่ยาสูบก็จะเดือดร้อนอีกไม่จบสิ้น จึงอยากขอร้องกระทรวงการคลังให้ทบทวนนโยบายการขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2564 และปีต่อๆ ไป หากจำเป็นต้องขึ้นภาษีจริงก็ให้ขึ้นภาษีแบบค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยังอยู่ในสภาพสาหัสจากพิษโควิด-19 เช่น ค่อยๆ ขึ้นจาก 20% เป็น 25% ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับทีละน้อยจนเป็น 40% เพราะเศรษฐกิจบ้านเราอีกหลายปีกว่าจะกลับมาเหมือนเดิม "

ด้านนายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ เปิดเผยว่า นโยบายภาษีบุหรี่ในปี 2560 ที่ขึ้นภาษีแบบก้าวกระโดดทำให้ราคาบุหรี่ถูกกฎหมายแพงขึ้นเกินกำลังซื้อผู้สูบ จนยอดจำหน่ายบุหรี่ถูกกฎหมายลดลงถึง 15% แต่ในความเป็นจริงผู้สูบบุหรี่กลับไม่ได้ลดลง เพราะหันไปสูบยาเส้นมวนเองและบุหรี่ผิดกฎหมายที่ไม่เสียภาษีหรือมีภาระภาษีและราคาน้อยกว่าบุหรี่หลายเท่าตัว ทำให้รายได้รัฐจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบไม่ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภาษีดังกล่าวยังถูกแบ่งเป็น 2 อัตราที่ 20% กับ 40% ยสท. จึงต้องเจอการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่งทำให้กระทบยอดจำหน่ายและผลกำไรของ ยสท. อย่างหนักในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา จนทำให้ต้องขอยกเว้นการนำส่งเงินรายได้แผ่นดิน 88% มาเป็นเวลา 2 ปีติดกันแล้วหรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 8 พันล้านบาทต่อปี เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยส่วนแบ่งการตลาดบุหรี่ของ ยสท. ในปีงบประมาณ 2562 ตามรายงานประจำปี ยสท. อยู่ที่ 58% คือขายได้ 18,644 ล้านมวน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 18,508 ล้านมวนในปีงบประมาณ 2561 แต่ผลกำไรสุทธิกลับลดลงเหลือ 513 ล้านบาท จาก 843 ล้านบาท ขายได้เพิ่มขึ้นแต่กำไรลดลง ก็เพราะขายได้แต่บุหรี่ราคาซองละไม่เกิน 60 บาท ซึ่ง 79% ของราคาบุหรี่นั้น ยสท. ต้องจ่ายเป็นเงินภาษีเข้ารัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงสุดในอาเซียน

"การขึ้นภาษีเมื่อปี 2560 ไม่ได้ช่วยให้คนไทยลดการสูบบุหรี่ลง ที่สำคัญคือรัฐไม่ได้รายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบและยังสูญเสียเงินรายได้จากเงินนำส่งแผ่นดินของ ยสท. ประมาณปีละกว่า 8 พันล้านบาทมา 2 ปีซ้อนแล้ว โดยล่าสุด ยสท. เองยังต้องเริ่มหันมาทำตลาดยาเส้นมวนเองเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สหภาพฯ ได้มีการหารือกับ ยสท. อยู่ตลอดในเรื่องการรับมือกับนโยบายภาษีบุหรี่ในอนาคต เพื่อไม่ให้ ยสท. ต้องเผชิญกับวิกฤติใหญ่เหมือนในปี 2560 โดยพนักงานการยาสูบฯ เองต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี 40% ในรวดเดียว เพราะจะกระทบต่ออุตสาหกรรมยาสูบอย่างรุนแรง คนเดือดร้อนคือพนักงาน ยสท. ชาวไร่ยาสูบ และครอบครัวรวมกันกว่า 130,000 ชีวิต

ดังนั้น ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมยาสูบจะต้องหันหน้ามาคุยกันเพื่อหาจุดร่วมที่จะทำให้อยู่รอดกันได้ ถ้า 40% อยู่ไม่ได้แล้วจะเป็นอย่างไร จำเป็นที่จะต้องขึ้นทีเดียวไหม โดยอาจจำเป็นที่ต้องปรับนโยบายภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและความเป็นธรรมในการจัดเก็บแก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่รอกรมสรรพสามิตคิดอยู่ฝ่ายเดียว เพราะที่ผ่านมาเกิดความเสียหายกับหน่วยงานของรัฐและประเทศชาติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน" นายสุเทพ กล่าว

คมชัดลึก
43
ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประกาศความพร้อมการจัดงาน SACICT Craft Trend Show 2020 นำผลงานหัตถศิลปหัตถรรมฝีมือคนไทยโชว์ เพื่อช่วยต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันที่ 28 สิงหาคม 2563 นายพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. เปิดเผยว่า ศ.ศ.ป. ได้กำหนดจัดงาน SACICT Craft Trend Show 2020 ระหว่างวันที่ 3-6 ก.ย.2563 ณ ฮอลล์ 98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อเป็นเวทีในการผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และยังเป็นการสนับสนุนกลุ่มช่างศิลปาชีพ ช่างหัตถศิลป์ ชุมชนผู้ผลิต นักออกแบบและนักสร้างสรรค์ ให้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานรากได้

ทั้งนี้ ภายในการจัดงาน มีกิจกรรมที่น่าสนใจในโซนต่างๆ ได้แก่ 1.SACICT Craft Trend การเปิดตัวแนวโน้มงานศิลปหัตถกรรมในปี 2564 หรือ SACICT Craft Trend 2021 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมการส่งเสริมและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมให้สอดรับกับแนวโน้มและทิศทางงานศิลปหัตถกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2564

2.SACICT Craft Incubation Program การจัดแสดงผลงานการพัฒนาศักยภาพ สมาชิก ศ.ศ.ป. ภายใต้หัวข้อ “การสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ : Brand Identity” ที่สะท้อนตัวตนที่ชัดเจนของสมาชิก ศ.ศ.ป. ทั้ง 12 แบรนด์ ให้มีความชัดเจนและสร้างการจดจำในเชิงธุรกิจ

3.SACICT Relationship with ASEAN ผลงานศิลปหัตถกรรมที่มาจากรากฐานภูมิปัญญาอาเซียน ผ่านการนำเสนอเรื่องราวผ้าทอมือที่สร้างสรรค์จากเทคนิคงานผ้า 5 เทคนิค ได้แก่ ขิด จก ยก มัด ล้วง อันถือเป็นมรดกร่วมทางวัฒนธรรมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

4.SACICT Concept การจัดแสดงผลงานศิลปหัตถกรรมที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตในการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบร่วมสมัยเพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างโอกาสทางการค้าด้วยการเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม

5.SACICT Award การจัดแสดงผลงานการประกวด “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” ที่ต่อยอดคุณค่าผ้าทอมือไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ในการออกแบบแฟชั่นสู่ความร่วมสมัย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุก Generation

นอกจากนี้ ศ.ศ.ป. จะมีการเปิดตัว SACICT Craft Trend 2021 เพื่อเผยแพร่ข้อมูลแนวโน้มงานหัตถศิลป์ไทยในปี 2564 ในธีม FLUIDITY ซึ่งเป็นแนวโน้มการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ว่าด้วยการถ่ายเท และสอดประสานกันขององค์ความรู้แห่งหัตถศิลป์อย่างไร้เส้นแบ่ง เพื่อการสร้างสรรค์ที่หลากหลายและไร้กรอบจำกัด ซึ่งเทรนด์ FLUIDITY จะประกอบด้วย 3 เทรนด์ย่อย

ได้แก่ 1.CRAFT CIRCULARITY หัตถกรรมจากทรัพยากรหมุนเวียน ที่เน้นการผสมผสานงานฝีมือดั้งเดิมเข้ากับแหล่งวัตถุดิบทดแทนเพื่อนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ 2.GLOBAL CRAFT CITIZEN งานคราฟต์ที่หยิบยกความหลากหลายและไร้พรมแดนของงานศิลปหัตถกรรมเพื่อนำเสนอ “ความงามสากล” ที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ เพศ สังคม และวัฒนธรรม และ 3.CRAFT CLOUD ที่เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตงานหัตถกรรมบนโลกออนไลน์ เพื่อต่อยอดงานคราฟท์ดั้งเดิมด้วยเทคนิคใหม่ๆ

Matichon
44
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรร้องเรียนว่า มีขบวนการโกงเครื่องชั่งรับซื้อหมู ทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ลพบุรี และร้อยเอ็ด ทำให้ได้รับความเสียหาย กรมจึงส่งสายตรวจพิเศษลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดในพื้นที่กำกับดูแลและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ปลัดอำเภอ และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จากการตรวจสอบพบว่า แก๊งโกงเครื่องชั่งกระทำความผิดจริง โดยมีพฤติกรรมใช้เท้างัดเครื่องชั่งในขณะที่ชั่งน้ำหนักหมู ซึ่งในเขตพื้นที่ตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี แก๊งโกงเครื่องชั่งได้เดินทางมา 6 -7 คน รับซื้อหมูอายุ 3 เดือน 14 วัน โดยเกษตรกรคาดว่าต้องได้น้ำหนักไม่น้อยกว่า 90 – 100 กิโลกรัมต่อตัว แต่เมื่อผู้รับซื้อชั่งแล้ว ได้น้ำหนักหมูเฉลี่ยได้เพียงตัวละประมาณ 45 กิโลกรัมเท่านั้น

นายวิชัย กล่าวต่อว่า และจากการตรวจสอบยังพบว่าหนึ่งในกลุ่มผู้รับซื้อหมูได้เคยถูกนายตรวจชั่งตวงวัดฯ ดำเนินคดีไปแล้ว ในข้อหากระทำการใดๆ ที่ทำให้เครื่องชั่งผิดไปจากความจริง ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งผู้กระทำความผิดก็ยังคงใช้กลวิธีการโกงน้ำหนักหมูแบบเดิม โดยครั้งนี้เกษตรกรได้รับความเสียหายคิดเป็นน้ำหนักหมูตัวละกว่า 40 กิโลกรัม จำนวนหมูรวม 24 ตัว คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมเป็นเงิน 80,000 บาท

ทั้งนี้ นายตรวจชั่งตวงวัด พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ จึงได้แจ้งความร่วมกันเป็นพยานเพื่อดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันกระทำด้วยวิธีการใด ๆ เพื่อให้ความเที่ยงของเครื่องชั่งผิดเกินอัตราเผื่อเหลือเผื่อขาดที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 75/1 มาตรา 75 และมาตรา 76 (2) แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระวางโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปีและปรับไม่เกิน 280,000 บาท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.พัฒนานานิคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“พฤติกรรมของผู้กระทำผิดนี้ถือว่าเป็นกระบวนการและดำเนินการในหลายพื้นที่ โดยใช้วิธีการแบบเดียวกัน จึงได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สายตรวจของกรมการค้าภายในออกตรวจสอบและเคร่งครัดดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิด และฝากเตือนเกษตรกรโปรดระมัดระวังและสังเกตพฤติกรรมการชั่งน้ำหนักของผู้รับซื้อ ถ้าพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบหรือสงสัยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมให้แจ้งศูนย์ชั่งตวงวัดและสำนักงานสาขาชั่งตวงวัดทั่วประเทศ หรือแจ้งสายด่วน 1569 ” นายวิชัย กล่าว
45
"เฉลิมชัย" ย้ำ ครม. อนุมัติช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2563 อัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 25 ไร่/ครัวเรือน พร้อมฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบด้านการผลิตและตลาด จากสถานการณ์ โควิด-19 โดยต้องขึ้นทะเบียนภายใน 15 ก.ย.นี้

"ลำไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากมีศักยภาพการผลิตค่อนข้างสูง โดยในปี 2562 มีผลผลิตจำนวน 1,011,276 ตัน มูลค่าการส่งออกลำไยสด 583,297 ตัน คิดเป็น 20,812 ล้านบาท และลำไยอบแห้ง 164,575 ตัน คิดเป็น 8,780 ล้านบาท ตลาดหลักที่สำคัญ ได้แก่ จีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งจากผลกระทบด้านสภาพอากาศที่ร้อนแล้งส่งผลให้ลำไยมีการออกดอกและติดผลมากแต่ผลลำไยไม่ได้คุณภาพ รวมทั้งเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ชาวสวนลำไยได้รับความเดือดร้อน" นายเฉลิมชัยกล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า มติคณะรัฐมนตรี 25 ส.ค.63 ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ที่ได้รับแจ้งจากสภาอาชีพเกษตรกร และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการ Fruit Board เสนอโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2563 เพื่อช่วยเหลือชาวสวนให้สามารถฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด

รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีแนวทางปฏิบัติต่อสวนลำไยเพื่อประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน เป้าหมายของโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2563 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน ประมาณ 200,000 ครัวเรือน พื้นที่ไม่เกิน 1,200,000 ไร่ และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป) อัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ พร้อมเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างทั่วถึง โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการทุจริตและให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยมากที่สุด



ด้าน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับเงื่อนไขการรับแจ้งยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมโครงการเยียวยาชาวสวนลำไย ปี 2563 เกษตรกรที่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องมีสัญชาติไทย และบรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นหัวหน้าครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยกับกรมส่งเสริมการเกษตรภายในวันที่ 15 ก.ย.63 และในกรณีที่เป็นเกษตรกรซึ่งเคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ขอให้มาปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันภายในวันที่ 15 ก.ย.63 สำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน

หากเกษตรกรประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้แล้วเสร็จ เช่นเดียวกัน โดยต้องเตรียมเอกสารและหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้พร้อม ก่อนวันที่ 29 พ.ย.61 ส่วนการจ่ายเงินให้เกษตรกรจะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงที่เปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจะดำเนินการตามกรอบระยะเวลาโครงการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธ.ค.63.

thairath.co.th/news/politic/1917940
46
ซีพีเอฟ หนุนนโยบายกรมปศุสัตว์ ชูฟาร์มไข่ไก่วังสมบูรณ์ ฟาร์มต้นแบบ พัฒนาการผลิตไข่ จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรง (Cage Free Farm) เพิ่มสวัสดิภาพสัตว์ให้เกษตรกร

นายสมคิด วรรณลุกขี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกรมปศุสัตว์ ในการยกร่างมาตรฐานการเลี้ยงไข่ไก่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ทั่วไปให้เกษตรกรใช้เป็นแนวทางผลิตสินค้า เนื่องจากบริษัทฯ ได้นำร่องพัฒนาฟาร์มวังสมบูรณ์ จ.สระบุรี ตั้งแต่ปี 2561 เพื่อเป็นต้นแบบมาตรฐานกลางของบริษัทฯ

“หากประกาศใช้มาตรฐานการเลี้ยงไข่ไก่แบบไม่ใช้กรงอย่างเป็นทางการ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ไทย โดยเฉพาะ ร้านอาหารระดับพรีเมียมและโมเดิร์นเทรด มีนโยบายต้องการไข่ไก่เคจฟรีมากขึ้น รวมทั้งผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าปศุสัตว์ที่ยึดหลักสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นรูปธรรม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่” นายสมคิดกล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มเป็นหนึ่งในกิจการที่สำคัญของซีพีเอฟ บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่รับผิดชอบตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) และได้ประยุกต์การเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรีตามมาตรฐานสหภาพยุโรป มาใช้ที่ฟาร์มต้นแบบเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดขนาดใหญ่ เลี้ยงแม่ไก่ 7 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร ซึ่งน้อยกว่ามาตรฐานความหนาแน่นทั่วไปที่แม่ไก่ 9 ตัวต่อ 1 ตารางเมตร

พร้อมทั้งมีการจัดการสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมให้แม่ไก่ไข่ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น มีคอนสำหรับเกาะพักผ่อน มีวัสดุปูรองพื้นเพื่อใช้สำหรับคุ้ยเขี่ยและไซร้ขนทำความสะอาดตัวเอง มีจุดวางไข่ แม่ไก่ได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมแสง อุณหภูมิและการระบายอากาศ มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้แม่ไก่ไข่สุขภาพดีและมีอารมณ์ดี จึงไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง

ฟาร์มไก่ไข่เคจฟรี ยังใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยในการผลิต มีสายพานลำเลียงไข่จากจุดวางไข่ของแม่ไก่ไปยังห้องเก็บไข่โดยอัตโนมัติ และจัดการระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม ปฏิบัติตามแนวทาง Biosecurity Hi-tech Farming มีการป้องกันพาหะนำโรค เช่น หนู จิ้งจก แมลง รวมถึงการปนเปื้อนทางสิ่งแวดล้อม ได้รับรองมาตรฐานระดับโลก

ซีพีเอฟ ยังเลือกใช้แม่ไก่ไข่สายพันธุ์พิเศษ F100 ของ CPF รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารผลิตจากธัญพืช 100% ช่วยให้ไก่ที่มีสุขภาพพื้นฐานดี สามารถเติบโตตามศักยภาพของพันธุกรรมธรรมชาติ ส่งผลให้ไข่ไก่เคจฟรีมีความสดกว่าไข่ไก่ทั่วไป ไม่มีกลิ่นคาว ไข่แดงมีสีส้มสด นูนสวย เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค

ฟาร์มไก่ไข่เคจฟรีวังสมบูรณ์ ไม่เพียงเป็นฟาร์มต้นแบบในการขยายการเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรีของบริษัทฯ แล้ว ยังใช้เป็นเป็นแหล่งเรียนรู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่สนใจได้มาศึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการยกระดับการเลี้ยงไก่ไข่เคจฟรี เป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

prachachat.net/economy/news-511375
47
เกษตรฯ เตรียมเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วม “โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” ดีเดย์ 27 สิงหาคมนี้ หวังฟื้นฟูภาคการเกษตรหลังโควิด 19 วงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ดันจ้างงานเกษตรกร 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) ครอบคลุมพื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรอบวงเงิน 9,805.707 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพิ่มพื้นที่เก็บกักทำการเกษตร และพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยมีเป้าหมายเกษตรกร 64,144 ราย (16 ราย/ตำบล) ส่วนเป้าหมายจ้างงาน 32,072 ราย (8 ราย/ตำบล) พื้นที่ 4,009 ตำบล 75 จังหวัด นั้น เกษตรกรที่สนใจสามารถตรวจสอบคุณสมบัติ สมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 2 กันยายน 2563

“เราคาดว่าจะเพิ่มพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่รวม 192,432 ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ มีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตร/ราย ทำเกษตรกรรมยั่งยืน และมีแปลงต้นแบบเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ 64,144 คน ที่สำคัญคือสร้างงาน สร้างรายได้กว่า 32,072 ราย ในช่วงวิกฤตโควิด-19” นายอนันต์ กล่าว

เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ https://www.kasetorganic.com/knowledge/new-theory-agriculture/
48
สาระความรู้ทั่วไป / ไม้ฟอกอากาศราคาพุ่งเกินเท่าตัว
« กระทู้ล่าสุด โดย เด็กหลังสวน เมื่อ สิงหาคม 26, 2020, 12:29:26 PM »
เรียกได้ว่าฮิตฮอตแรงจนฉุดไม่อยู่สวนกระแสวิกฤตเศรษฐกิจกับ “ธุรกิจขายต้นไม้” ที่ตอนนี้ยอดซื้อยอดจองพุ่งกระฉูดจนผลิตแทบไม่ทัน ยิ่งในกลุ่มต้นไม้ฟอกอากาศที่ได้แรงหนุนจากกระแสสื่อสังคมออนไลน์ แชะถ่ายรูปคู่สวยๆ กลายเป็นความนิยมชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเดี๋ยวนี้ก็มักออกมาเดินเลือกซื้อ กระทั่งต้นไม้ตระกูลนี้กลายเป็นหนึ่งในไอเทม "ของมันต้องมี" ไปแล้ว

ที่ได้รับความนิยมมากๆ ก็มีทั้งยางอินเดีย, ไทรใบสัก, มอนสเตอร่า, ลิ้นมังกร และพลูด่าง ไม่เพียงแต่ดูแลง่ายยังสามารถดักจับทั้งฝุ่นละอองและสารพิษ ช่วยลดอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมได้อีกด้วย ส่วนราคาก็พุ่งกระฉูดเพิ่มเป็นเท่าตัว ยิ่งต้นโตสวยงามแปลกตามากเท่าไหร่ราคาก็ยิ่งขยับสูงขึ้นมากเท่านั้น

อย่างยางอินเดีย ปกติขายกันต้นละ 300-350 บาท แต่ตอนนี้ราคาพุ่งไปถึง 800 บาท สร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ค้าเฉลี่ย 50,000-60,000 บาท ต่อสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัว เมื่อเทียบจากช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่ขายได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20,000 บาท และหากเทียบกับช่วงที่ต้องหยุดกิจการตามมาตรการล็อกดาวน์ถือว่ารายได้ฟื้นกลับมาเกิน 100%

จะเห็นได้ว่าสังคมออนไลน์กลายเป็นตลาดสำคัญในภาคธุรกิจยุค New normal หากจับกระแสปรับตัวได้ทัน เชื่อว่าคุณก็จะเป็นอีกหนึ่งคนที่สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดและเศรษฐกิจซบเซานี้ไปได้

news.ch7.com/detail/428221
49
นายอุดร ตรีณาวงษ์ เจ้าของสวนไผ่กิมซุง ตำบลพันชาลี อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ลาออกจากงานประจำจากที่เคยเป็นหนุ่มโรงงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผันตัวกลับบ้านเกิดของภรรยาไปทำเกษตรผสมผสานตามรอยหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านมาแล้วเกือบ 3 ปี ได้ผลดีเหลือเชื่อ

สวนแห่งนี้มีพื้นที่แค่ 10 ไร่ เดิมทีปลูกนาข้าว แต่อย่างที่รู้ๆ กัน ราคาข้าวไม่สู้ดีจึงหันมาปลูกมะพร้าวน้ำหอมและปลูกไม้ไผ่กิมซุงประมาณ 1 ไร่ ที่ถือเป็นจุดสำคัญของสวนแห่งนี้ เพราะได้ออกหน่อไม้สดๆ มาตลอดเวลา นำไปขายในตลาดใกล้ๆ หมู่บ้านสร้างรายได้ดี

สำหรับหน่อไม้ที่ได้จากต้นไผ่กิมซุง หลังๆ มาเริ่มออกเยอะจัด ขายไม่ทัน จึงต้องแก้ปัญหานำไปดองเพื่อถนอมอาหารแบบพื้นบ้าน เริ่มจากการใช้เกลือละลายน้ำใส่ไว้ในขวดพลาสติก ต่อมาหั่นหน่อไม้ออกเป็นชิ้นๆ นำไปใส่ไว้ในขวดดังกล่าว แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำออกมาล้างน้ำสะอาดก่อนนำไปใส่ขวดอีกครั้ง นำน้ำเกลือผสมแป้งข้าวเจ้าผสมกันกรอกใส่ขวดไว้ ปิดฝาไว้ เท่านี้ก็นำไปขายได้ขวดละ 20 บาท โดยชาวบ้านนิยมซื้อไปประกอบอาหารในครัวเรือน

เมนูที่ใช้หน่อไม้ก็มีหลากหลาย เช่น แกงคั่วพริกแกงใส่หมู แกงเผ็ดใส่ไก่ใส่กะทิ และไข่เจียวใส่หน่อไม้ดอง แค่ได้ยินชื่อก็น้ำลายสอแล้ว ส่วนยอดขายตอนนี้เริ่มดีวันดีคืน สร้างเงินไปแล้วเป็นแสนบาท อนาคตคงต้องมีการขยับขยายได้อีกเยอะ นอกจากนี้สวนไผ่กิมซุงแห่งนี้ยังมีการเลี้ยงสัตว์ ขุดบ่อเลี้ยงปลา เรียกได้ว่าครบวงจร ใครสนใจติดต่อไปที่ 081-704-9446

news.ch7.com/detail/429140
50
บ้านดงใหญ่ ต.ดงใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา หลังชาวบ้านในพื้นที่แจ้งว่า มีฝูงตั๊กแตนเขียวเป็นจำนวนมากลงเกาะต้นข้าวในรอบ 20 ปี ในพื้นที่ 4 ตำบลของ อ.พิมาย ได้แก่ ต.ดงใหญ่ ,ต.ชีวาน ,ต.กระชอน และ ต.ท่าหลวง  ชาวนาและชาวบ้านจึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ออกจับตั๊กแตนขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 - 1,000 บาท



นายทนงศักดิ์ เกาะสังข์ อายุ 35 ปี หนึ่งในชาวนา เปิดเผยว่า ตนไม่เคยเห็นตั๊กแตนมาลงนาข้าวแบบนี้นานแล้วตั้งแต่สมัยยังเด็ก แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตเห็นฝูงตั๊กแตนเขียวมาจากไหนก็ไม่รู้ บินมาเกาะในนาข้าวเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ได้กัดกินให้เสียหายแต่อย่างใด ชาวบ้านที่รู้ข่าว จึงพากันออกไปจับตั๊กแตนอย่างคึกคักเพื่อนำไปขาย โดยตั๊กแตนสดจะขายในราคากิโลกรัมละ 250-300 บาท บางคนก็จะขายแบบทอดพร้อมรับประทานได้เลย ก็จะมีรายได้ประมาณวันละ 300-1,000 หรือมากกว่านั้นตามปริมาณตั๊กแตนที่จับได้ ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

นายพงษ์ศักดิ์ เริ่มสูงเนิน เกษตรอำเภอพิมาย บอกว่า เกษตรอำเภอพิมาย ได้ลงพื้นที่ติดตามการระบาดของตั๊กแตนสีเขียวในพื้นที่ตำบลดังกล่าวแล้ว ซึ่งหมู่บ้านที่ได้รับรายงานการระบาดมากที่สุด คือบ้านทับควาย หมู่ 5 ต.ชีวาน  และบ้านโนนผักชี หมู่ 10 ต.กระชอน โดยตั๊กแตนจะบินลงนาข้าวในเวลากลางคืน เกษตรกรจะใช้ไฟฉายส่องจับนำไปบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย ซึ่งขณะนี้ปริมาณลดลงมากแล้ว ได้แนะนำให้ผู้ใหญ่บ้านประชาสัมพันธ์ไม่ให้เกษตรกรฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลง เพราะจะเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ส่วนแปลงนาที่พบตั๊กแตนในนาข้าว ตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการทำลายใบข้าว ต้นข้าวยังคงเจริญเติบโตตามปกติ เนื่องจากข้าวมีอายุมากจึงมีผลกระทบน้อย จึงได้มอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้านและอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ติดตามสถานการณ์และรายงานผลให้สำนักงานเกษตรอำเภอพิมายทราบอย่างต่อเนื่อง.

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10