ปลดล็อคกระท่อมไทย ปลูกขายได้แล้ว

  • 0 replies
  • 1013 views

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ปลดล็อคกระท่อมไทย ปลูกขายได้แล้ว
« เมื่อ: สิงหาคม 26, 2021, 04:03:08 PM »
24 ส.ค.64 วันปลดแอก "กระท่อมไทย" พร้อมเพาะ ปลูก ขาย เชิงพาณิชย์

พลันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ที่มีการแก้ไข ถอดพืชกระท่อมออกจากยาเสพติด ประเภท 5 มีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 ส.ค. 2564 ทำให้ "กระท่อม" ไม่เป็นยาเสพติดตามกฎหมายอีกต่อไป ปลดล็อกข้อติดขัดในหลายประการ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ในหลายๆเรื่อง

มีนักโทษ "ได้รับการปล่อยตัวทันที 1,038 คน"

ประการแรก มีผู้กระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับพืชกระท่อม ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผสมสารเสพติดอื่น ได้รับผลพลอยได้จากการปลดล็อกพืชกระท่อม
1.นักโทษที่ต้องขังอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัวทันที จำนวน 1,038 คน
2.ผู้ที่ถูกจับในข้อหาพืชกระท่อม ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ หรืออยู่ในระหว่างการประกันตัว จะต้องยุติและได้รับการปล่อยตัวในทันที
3.ผู้ที่ถูกดำเนินคดีในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ต้องมีการจำหน่ายคดีออกจากสารบบของศาล หรือจะได้รับการพิพากษายกฟ้อง
4.ผู้ที่ถูกกักขังแทนค่าปรับ จะต้องยกเลิกการเสียค่าปรับ ด้วยการกักขังแทนค่าปรับ แต่จะเรียกคืนค่ากักขังแทนค่าปรับที่ผ่านมาไม่ได้

โดยสำนักงานศาลยุติธรรมได้มีหนังสือ ศย.016/ว903 ลงวันที่ 18 สิงหาคม 2564 วางแนวทางเกี่ยวกับการบังคับใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2564 ถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เตรียมต่อยอดด้วย "พระราชบัญญัติพืชกระท่อม"

ในส่วนของคุณประโยชน์ในด้านสมุนไพรที่จะถูกนำมาได้อย่างเต็มที่ ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การปลดกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดที่มีผลไปแล้วนั้น ในอนาคตจะมีการติดตามการใช้พืชกระท่อมให้มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงโดยมีพระราชบัญญัติพืชกระท่อมเข้ามาควบคุมกำกับ ขณะนี้ที่ประชาชนทำได้ก็คือควบคุมการ ใช้กระท่อมเพื่อการดูแลสุขภาพส่วนหากต้องการต่อยอดในเชิงพาณิชย์เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน

ชี้เป็นยาโบราณ “ควบคุมน้ำตาลในเลือด เบาหวาน”

"กระท่อมเป็นพืชสมุนไพรของบ้านเรา นอกเหนือจากบ้านเราก็จะมี มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นพืชที่เราใช้ค่อนข้างแพร่หลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคน โดยเฉพาะในภาคใต้จะมีการเคี้ยวใบกระท่อม การชงชาใบกระท่อมกินเพื่อทำให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง ออกไปเจอแดดได้ ทำงานหนักๆ ได้ กระท่อมเองเป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาโบราณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดอาการปวด หรือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เบาหวาน รวมทั้งเรื่องของท้องเสียด้วย อันนี้จะเป็นประโยชน์หลักๆ ขององค์ความรู้แบบดั้งเดิม สำหรับการศึกษาวิจัยค่อนข้างเป็นไปอย่างกว้างขวางพบว่า สารสำคัญในกระท่อมออกฤทธิ์แบบเดียวกับยาแก้ปวดที่เรียกว่ามอร์ฟีน ในต่างประเทศพยายามจะสกัดสารมันออกมาและปรับเปลี่ยนสูตรโครงสร้างเพื่อลดผลข้างเคียง โดยมีความคาดหวังว่าจะเอามาใช้แทนยาแก้ปวดที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันเพื่อลดผลข้างเคียงด้วย ซึ่งต้องติดตามต่อไป"


ผลวิจัย พันธุ์ไทยให้ “สารสำคัญ” สูงกว่าสายพันธุ์อื่น

สำหรับในประเทศไทย นักวิจัยต่างชาติพยายามที่จะศึกษา และพบว่า ให้สารสำคัญที่สูงกว่ากระท่อมสายพันธุ์อื่น รวมทั้งมีฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ สามารถดึงเอากลูโคสไปใช้ประโยชน์ในเซลล์ได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ในการนำไปรักษาเบาหวานในอนาคต รวมทั้งเรื่องของการต้านอาการซึมเศร้า แต่การศึกษาเรื่องนี้ยังเป็นการศึกษาในระดับเซลล์หรือระดับหลอดทดลอง ซึ่งต้องมีการทดลองในคนอย่างกว้างขวางต่อไป เพื่อให้เราเห็นบทบาทจริงของตัวสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการใช้รักษาโรคหรือการป้องกันโรค ในส่วนของ ป.ป.ส.เองก็มีการศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พยายามจะดูว่าการใช้แบบดั้งเดิมนั้นมันทำให้มีอันตรายหรือผลข้างเคียงหรือไม่ และเพิ่งมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ พบว่า กลุ่มที่ใช้ใบกระท่อมดูแล้ว มีระดับไขมันดี เรียกว่าอาจจะมีผลไปป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ว่าตรงนี้เป็นการวิจัยที่เจาะเลือดเพียงครั้งจึงต้องดูการวิจัยในระยะยาวเพิ่มเติมด้วย

"การเคี้ยวแบบดั้งเดิม" ปลอดภัยที่สุด

ในส่วนของความปลอดภัย อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า การใช้แบบดั้งเดิมส่งผลต่อการเรียนรู้ สติปัญญาต่างๆ น้อยมาก ค่อนข้างจะมีความปลอดภัย สิ่งที่จะเน้นย้ำกับประชาชนก็คือการใช้แบบดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นการเคี้ยว การชงชา ข้อมูลที่มี ณ วันนี้คือค่อนข้างปลอดภัย แต่ว่าการใช้ในปริมาณที่สูงขึ้น หรือการใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่นกลุ่มที่ได้รับยาที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือผู้ที่มีปัญหาในการทำงานต่อตับและไต ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี พวกนี้ก็เป็นข้อพึงระวัง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้มากพอที่จะแนะนำให้ใช้อย่างต่อเนื่อง

พันธุ์ก้านแดงยอดนิยม ปลูกแซมในสวน ไร้ศัตรูพืชรบกวน

ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสันทัด เดชเกิด ประธานวิสาหกิจชุมชนบริหารและพัฒนาการเกษตร ต.ช้างแรก อ.บางสะพานน้อย เปิดเผยว่า หลังจากกฎหมายยาเสพติดปลดล็อกใบกระท่อมออกจากยาเสพติดประเภท 5 เป็นพืชควบคุม ขณะนี้วิสาหกิจชุมชน ต.ช้างแรก เป็นแห่งเดียวในจังหวัดที่มีความพร้อมเพื่อปลูกพืชกระท่อมจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ ล่าสุดต้นกระท่อมพันธุ์ก้านแดงที่เพาะจากเมล็ดมากกว่า 10,000 ต้น ความสูงเฉลี่ย 30 เซนติเมตร ถูกสั่งจองซื้อทั้งหมดในราคาต้นละ 100-200 บาท จากนั้น มีเป้าหมายจะเพาะกล้าอีก 2 แสนต้น และก่อนถึงสิ้นปีนี้มีจะเพาะกล้าจำหน่ายให้ได้ 1 ล้านต้น เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง สวนมะพร้าว ใน จ.ประจวบฯ และ จ.ชุมพร นำไปปลูกเสริมเพื่อให้มีรายได้ในระยะเก็บเกี่ยว ใช้เวลาเพียง 2 ปีไม่มีปัญหาศัตรูพืช ซึ่งวิสาหกิจฯช้างแรกมีแผนรับซื้อใบกระท่อมเพื่อนำไปจำหน่ายในเชิงอุตสาหกรรม เป็นวัตถุดิบผลิตเครื่องดื่มอาหารและยา

ความเป็นไปได้ "ปลูกเชิงพาณิชย์" ขายให้วิสาหกิจชุมชน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ป.ป.ส. เห็นชอบให้ 8 หมู่บ้านในพื้นที่ ต.ช้างแรก เป็นพื้นที่ผ่อนปรนพิเศษเพื่อปลูกและเสพใบกระท่อมสำหรับการวิจัย รวมทั้งนำมาใช้ในการรักษาโรคตามวิถีชุมชน และแก้ปัญหาเสพติดชนิดอื่นที่แพร่ระบาดในชุมชน โดยอนุญาตให้ครอบครองกระท่อม 1,036 ต้น มีคณะกรรมการควบคุมพืชกระท่อมตำบล ระดับหมู่บ้านมีหน้าที่ควบคุม ติดตามและประเมินผล แต่หลังจากกฎหมายปลดล็อก ได้ยกเลิกการใช้ธรรมนูญชุมชน แต่ในพื้นที่มีการตรวจสอบควบคุมโดยใช้หลักการชุมชนเข้มแข็ง จัดการตนเองอย่างเป็นระบบ

ข่าว อ่านต่อที่ thairath.co.th/news/local/bangkok/2176213